ยอดผลิตรถยนต์ ปี68สูงกว่าเป้า 5,569 คัน จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ปี2569 ตั้งเป้าผลิต 1.5 ล้านคัน
ยอดผลิตรถยนต์ ปี68สูงกว่าเป้า 5,569 คัน ธ.ค.พุ่ง8.56% จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ ปี2569 ตั้งเป้าการผลิต 1.5 ล้านคัน โต3.05%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศเดือนธันวาคม 2568 ทั้งสิ้น 113,855 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 8.56 เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อชดเชย การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการสนับสนุนฯ ส่งผลให้ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 794.32 เพื่อส่งออกและขายในประเทศ
และส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออก 86,194 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.26 ผลิตเพื่อขายในประเทศแค่ 27,661 คัน ลดลงร้อยละ 26.58 จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ทั้งปี2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,455,569 คัน ลดลงร้อยละ 0.91 แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 5,569 คัน หรือมากกว่าร้อยละ 0.38
ในขณะที่ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 39.07 เป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือนที่มียอดขายรถยนต์ 75,121 คัน สอดคล้องกับยอดจองรถยนต์ 75,246 คันในงานมหกรรมยานยนต์เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 รถยนต์นั่งจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และรถยนต์ SUV เพิ่มขึ้นร้อยละ 106.3 รถ PPV ยังคงขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5 เพราะปีนี้มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่รถกระบะยังคงมียอดขายทรงตัวที่ระดับต่ำที่ 14,965 คัน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.9 จากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) ยังคงต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ยังคงลดลงร้อยละ 4.24 การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 55,49 แสดงถึงการจ้างงานยังคงชะลอตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ และสำหรับยอดขายรถยนต์ ในปี2568 มีจำนวน 621,166 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.47
และการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนธันวาคม 2568 ส่งออกได้ 84,963 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.29 เป็นอีกเดือนหนึ่งที่ส่งออกมากกว่าเวลาเดียวกันของปีที่แล้วจากการเร่งส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะถูกนับเป็นการผลิตชดเชยที่ 1.5 เท่า ตามมาตรการสนับสนุนฯ จึงส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 6,360 คัน มีส่วนแบ่งร้อยละ 7.49 ของยอดส่งออก ปีที่แล้วยังไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าส่งออก รถกระบะไฟฟ้าส่งออก 76 คัน ปีที่แล้วยังไม่มีการผลิตรถกระบะไฟฟ้าในประเทศไทย รถกระบะดีเซลยังคงส่งออกมีส่วนแบ่งมากที่สุดทีร้อยละ 61.85 จำนวน 52,550 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.25 รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในส่งออก 10,673 คัน ลดลงร้อยละ 15.06 เพราะมีการเลิกผลิตรถยนต์บางรุ่นเพื่อส่งออก ส่งผลให้ตลาดส่งออกรถยนต์นั่งลดลง เช่น ตลาดเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ ส่วนตลาดรถกระบะเพิ่มขึ้นเช่น ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,679.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.41 แต่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนส่งออกลดลง และการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ในปี2568 ทั้งปีมีจำนวน 935,750 คัน ลดลงร้อยละ 8.19 และมูลค่าส่งออกรถยนต์ ในปี2568 มีมูลค่า 880,450.84 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.57
อย่างไรก็ตาม ในปี2569 ตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์ จำนวน 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.05 รถจักรยานยนต์ 2,000,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.37 โดยตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในปี2569 โดยแยกเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ดังนี้ โดยประมาณการการผลิตรถยนต์ อยู่ที่ 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.05 โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประ 950,000 คัน ลดลงร้อยละ 0.65 เนื่องจาก มาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย และสงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.15 เนื่องจากมีการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง(FDI) มากขึ้นจากผู้ได้รับการอนุมัตส่งเสริมการลงทุนกว่าหนึ่งล้านล้านบาท รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพประชาชนลง เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB