"กอบศักดิ์" ชี้ ภาษี19%แค่เริ่มต้น สงครามการค้าอาจยืดอีก3ปี ไทยต้องลดสัดส่วนสหรัฐฯ
"กอบศักดิ์" ลั่น ภาษี 19% ของสหรัฐแค่จุดเริ่มต้น สงครามการค้าอาจยืดเยื้อ ต่ออีก 3 ปี ทางรอดของไทย คือการลดสัดส่วนตลาดสหรัฐ เร่งบุกอินเดีย-ตะวันออกกลาง
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ปาฐกถา "แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า ภาษีสหรัฐ และผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า แม้สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) สินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 19% แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง และมองว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เนื่องจากอัตราภาษีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนว่าภาษีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแรงกดดันทางการค้า
ประเมินว่า สงครามการค้าโลกมีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อยอีก 3 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดสหรัฐยังต้องเผชิญความเสี่ยงต่อเนื่อง ซึ่งทางออกของประเทศไทยคือการเร่งกระจายตลาด ลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐจากประมาณ 20% ให้เหลือ 10–15% พร้อมขยายตลาดใหม่ไปยังอินเดีย อาเซียน และตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการผลักดันความร่วมมือทางการค้ากับอินเดีย ซึ่งกำลังมองหาพันธมิตรใหม่ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐ
"ทรัมป์ เพิ่งเข้ามาผ่านมาเป็นเวลาเพียง 1 ปี ยังเหลือเวลาอีก 3 ปี แล้วไม่ว่าตัวศาลสูงสุดจะตัดสินใจอย่างไร ตัวของทีมที่ปรึกษาของทรัมป์ ก็ได้เตรียมการไว้หมดแล้ว ว่าจะมีแผน 2 แผน 3 ที่จะมารองรับกฎหมายที่จะมาทำให้มาตรกาาภาษียังมีต่อไปได้"
ทั้งนี้ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของไทยยังเติบโตได้ดี ทั้งตลาดยุโรป จีน ตะวันออกกลาง และอินเดีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง สะท้อนโอกาสของไทยในการสร้างตลาดทดแทนและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมอย่างสหรัฐเพิ่มขึ้น
โดยนายกอบศักดิ์ ได้เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตก เพื่อรองรับการค้ากับอินเดียโดยตรง และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สงครามการค้ายังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย จากการแข่งขันรุนแรงของสินค้าจีนราคาต่ำที่ไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน รวมถึงการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ ทำให้ช่วง 3 ปีข้างหน้าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ด้านตลาดการเงิน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ภาวะการลงทุนทั่วโลกอยู่ในช่วงผันผวนผิดปกติ จากกระแสขายสินทรัพย์สหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง และส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท มีความผันผวนมากขึ้น นักลงทุนจึงต้องบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ
และกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเข้าซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ทองคำยังผันผวนสูงในระยะสั้น ขณะที่แร่เงินและทองแดงกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าจับตา จากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นโอกาสการลงทุนในระยะถัดไป
ส่วนด้านตลาดทุนไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีปรับตัวดีเกินคาด โดยขยับขึ้นเหนือระดับ 1,300 จุด จากช่วงก่อนหน้าประมาณ 1,200 จุด จากแรงหนุนเงินทุนไหลเข้า อย่างไรก็ดี แนะนำให้นักลงทุนลงทุนอย่างระมัดระวังและกระจายความเสี่ยง เนื่องจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง
ขณะที่แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยว่า ระบุว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยมักถูกตั้งคำถามเรื่องการขาดเสน่ห์ เนื่องจากต้องยอมรับว่า โครงสร้างของตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม เช่น กลุ่มพลังงานที่มีสัดส่วนใหญ่ถึง 30% และกลุ่มธนาคารอีก 10% ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมานานกว่า 30 ปี แตกต่างจากดัชนีชั้นนำระดับโลกอย่างดาวโจนส์ที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด แต่ตลาดทุนไทยยังพอมีความหวัง เพราะ ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยมียอดเงินลงทุนผ่าน BOI สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะทะลุ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของตลาดทุนไทยที่จะเข้าไปหารือกับบริษัทเหล่านี้ เพื่อดึงเข้ามาลงทุนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
"เราอยากเปลี่ยนโฉมตลาดหุ้นไทยให้มีความสมดุลมากขึ้น วันนี้เราพูดถึงหุ้น 7 นางฟ้า หรือ 10 เทพในอเมริกา แต่ไทยกลับมีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Delta เพียงตัวเดียว เป้าหมายของเราคือการกวาดบริษัทในเซกเตอร์ใหม่ๆ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ , แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), และเกษตรแห่งอนาคต เข้ามาจดทะเบียนให้ได้มากที่สุด"
สำหรับแผนงานที่เป็นรูปธรรม นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ FETCO มีความสนใจที่จะหารือกับยักษ์ใหญ่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง "ฉางอัน" (Changan) รวมถึงบริษัทอิเล็กทรอนิกส์อีกหลายแห่ง โดยคาดการณ์ว่าหากบริษัทระดับนี้ตัดสินใจทำ IPO ในไทย จะมีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทขึ้นไป และเมื่อเข้าสู่การซื้อขายจริง มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถกลายเป็นหุ้นตัวหลักที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกได้
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทยครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ และอุตสาหกรรมต้นน้ำของเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยมีเซกเตอร์เทคโนโลยี เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง
"ถ้าเราทำได้ เราจะมีหุ้นกลุ่ม New Technology มากขึ้น ตลาดหุ้นไทยจะเปลี่ยนโฉมจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นตลาดที่มีเซกเตอร์ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา และจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้อย่างสดใสแน่นอน" นายกอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB