สัญญาณอันตราย? บิตคอยน์ ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์
สัญญาณอันตราย? บิตคอยน์ ร่วงแตะ 60,000 ดอลลาร์ BINANCE TH เผย เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า*
ราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงคืนที่ผ่านมา จนแตะระดับใกล้ 60,000 ดอลลาร์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่ตลาดคริปโตเพิ่งผ่านช่วงความคึกคักจากการไหลเข้าของเงินทุนสถาบันและกองทุน ETF มาไม่นาน แต่หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ แต่เป็นผลจากความกลัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินในระดับมหภาคมากกว่า
นายกร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ BINANCE TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) ระบุว่า หากไล่เรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา จะเห็นได้ว่าแรงขายไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ค่อยๆไหลเข้ามาต่อเนื่อง เริ่มจากช่วงเช้าของฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นสำคัญอย่างฮ่องกง ญี่ปุ่น และจีน ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างวัน สะท้อนบรรยากาศการลดความเสี่ยง (risk-off) ของนักลงทุนสถาบัน ขณะที่ตลาดคริปโตในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่เกิดภาวะ panic แต่เริ่มเห็นสัญญาณ sideway down ซึ่งเป็นการสะสมแรงกดดันด้าน sentiment
เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็นตามเวลาประเทศไทย และตลาดสหรัฐเปิดทำการ ภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ปรับตัวลงแรง ส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีอื่น ๆ ซึ่งมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ downstream จากตลาดทุนหลัก จึงถูกกระทบทั้งในเชิงจิตวิทยาและเชิงโครงสร้างของ leverage พร้อมกัน ทำให้ความผันผวนขยายตัวอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญคือ ตลาดกำลังกลัวอะไรกันแน่
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น “ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน” หรือ policy uncertainty โดยเฉพาะกระแสข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งตลาดเริ่ม price-in ความเป็นไปได้ที่ Fed Chair คนใหม่อาจมีท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่คาด หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากคือ เควิน วอร์ช ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ไม่สนับสนุนนโยบาย QE และไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
ความกลัวนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือก “derisk ล่วงหน้า” โดยขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยีและคริปโต แล้วโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่น ๆ นี่ไม่ใช่การหนีตาย แต่เป็นการปรับพอร์ตตามความเสี่ยง (portfolio rebalancing) ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน
อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมตลาดคือการปรับมูลค่า (repricing) ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปี 2025 หุ้นกลุ่ม Tech, AI และ Space ได้รับการประเมินมูลค่าล่วงหน้าจากความคาดหวังรายได้ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า เมื่อ policy expectation เปลี่ยน Valuation เหล่านี้จึงถูก reset ลงมา ซึ่งแรงกระแทกจากตลาดหุ้นได้ส่งต่อมายังตลาดคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากวิกฤตในอดีตอย่าง FTX หรือ LUNA รอบนี้ไม่มีการล่มสลายของระบบ ไม่มีปัญหาสภาพคล่องระดับ systemic และไม่มีกรณีการนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สภาพคล่องโลกยังอยู่ในระบบ โดยการทำ QT ของ Fed ได้หยุดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และปริมาณเงิน M2 ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในเชิงพื้นฐาน บิตคอยน์ยังไม่ได้เปลี่ยนไป Network ยังคงทำงานตามปกติ กองทุน ETF ยังคงถือครองบิตคอยน์ และบริษัทอย่าง MicroStrategy ยังไม่มีภาระหนี้ที่ต้องชำระในระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดกำลังกังวลจึงเป็น “ความกลัวล่วงหน้า” มากกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
หากมองในมิติการเมือง ตลาดอาจกำลังคิดมากเกินไป เพราะผู้นำอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นบุคคลที่ผูกภาพลักษณ์ทางการเมืองเข้ากับผลงานของตลาดการเงินอย่างชัดเจน เป็นไปได้ยากที่จะสนับสนุนการแต่งตั้ง Fed Chair ที่มีนโยบายซึ่งอาจกดดันตลาดในยุคของตนเอง นั่นทำให้ความกลัวรอบนี้มีโอกาสเป็นเพียง noise มากกว่า signal ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาแรงและรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าตลาดเข้าสู่ขาลงถาวร แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่นักลงทุนต้องการความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น เมื่อใดที่ narrative เรื่อง Fed และทิศทางนโยบายการเงินเริ่มนิ่ง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับฐานครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณจุดจบของบิตคอยน์ แต่เป็นบททดสอบของวินัยและมุมมองในช่วงที่ความกลัวครอบงำตลาดมากกว่า
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB