ยูโอบี ชี้ ปี 69 AI หนุนการลงทุนโลก กระจายพอร์ตป้องกันความเสี่ยง จับตา! ตั้งรัฐบาลเร็ว GDP โตเกิน 1.8%
ยูโอบี ชี้ ปี 69 AI หนุนการลงทุนโลก แนะกระจายพอร์ตป้องกันความเสี่ยง จับตา! เลือกตั้งไทย หากตั้งรัฐบาลได้เร็วหนุน GDP โตเกิน 1.8%
นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยกลยุทธ์และโอกาสในการลงทุนปี 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2568 จากผลประกอบการของภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยอุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้จริงมากขึ้น
จากเดิมที่เน้นการทดลอง ทำให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลิตภาพ การลงทุน และการเติบโตของผลประกอบการ ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง
“ปีนี้ AI เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสการลงทุนระยะสั้น”
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ มองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่ โดยแม้สหรัฐจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังช่วยเร่งโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
จีน ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีนในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับ 11% ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจในปี 2569 ยังขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ “อุตสาหกรรมใหม่” หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI
ด้านการส่งออกอาจชะลอลง หลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า โดยเศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ภัยธรรมชาติ และปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ยูโอบี แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์ เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสามารถสร้างมูลค่าได้อย่างชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพ และหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า
“ยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นอเมริกา ตราสารหนี้ และทองคำ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ผลตอบแทน ความผันผวนของราคา และความไม่แน่นอนของภาพรวมเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยง”
สำหรับแนวโน้มหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง มองว่า นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง รวมถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ ภาคบริการและการท่องเที่ยว เป็นแรงสนับสนุนหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีศักยภาพและรวดเร็ว จะช่วยกระตุ้น GDP ไทยให้เติบโตได้มากกว่า 1.8%
ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่อาจต้องใช้นโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งอาจเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะซึ่งปัจจุบันที่อยู่ราว 68% ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนมากและต้องรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งอาจส่งผลต่อเครดิตเรตติ้งไทย อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันเคยยืนยันว่าจะรักษาเพดานหนี้ไม่ให้เกินกรอบที่กำหนด
ในส่วนของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่า ความต่อเนื่องของรัฐบาลจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
ท้ายที่สุด นายเอเบล ลิม ให้คำแนะนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไว้ 2 ปัจจัยหลัก คือ การเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าของไทย และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยรัฐบาลต้องสามารถกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้ได้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB