กางยุทธศาสตร์ “บางจาก” ปี 69 รุกตลาดฮ่องกง ปั้นกำไรดำเนินงานหมื่นล้าน
กางยุทธศาสตร์ “บางจาก” ปี 69 รุกตลาดฮ่องกง ปั้นกำไรดำเนินงานหมื่นล้าน ยืนยันปม “เบน สมิท” ไม่กระทบ
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์และผลประกอบการปี 2568 ว่า แม้สภาพการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 80 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ยอดขายตกลงตามกลไกราคา
แต่ในด้านปริมาณน้ำมันที่จำหน่ายจริงยังคงเพิ่มขึ้น โดยบริษัทสามารถรักษาผลกำไรจากการดำเนินงานไว้ได้ที่ระดับกว่าหมื่นล้านบาท (หากไม่รวมผลกระทบจาก Stock Loss ในปีที่แล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท)
สำหรับสัดส่วนกำไร EBITDA ของกลุ่มในปัจจุบันมาจากธุรกิจต้นน้ำ (E&P) ที่นอร์เวย์ 43% ธุรกิจดั้งเดิมอย่างการกลั่นและการตลาด (R&M) 40% และธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน 17%
ทุ่มซื้อหุ้น Chevron Hong Kong คาดคืนทุน 6-7 ปี
ขณะเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ความเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในปีนี้ คือการเข้าลงนามสัญญาซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Chevron Hong Kong (CHK) ด้วยเงินลงทุน 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยได้มีการเซ็นสัญญาเมื่อวันศุกร์ที่ (13 ก.พ.) ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถปิดการขายหรือชำระเงินได้ประมาณกลางปีนี้ โดยการลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมสินทรัพย์สำคัญทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจค้าส่ง และคลังน้ำมันที่ติดกับสนามบินฮ่องกง ซึ่งมีถังเก็บน้ำมันทรงกลมจำนวน 3 ถัง สำหรับรองรับการเติมน้ำมันเรือเดินสมุทร
ในด้านกลยุทธ์การทำแบรนด์ นายชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า เนื่องจากผู้บริโภคในฮ่องกงอาจจะยังไม่รู้จักแบรนด์บางจาก บางจากจึงมีแผนที่จะใช้วิธีค่อยๆ ซึมเข้าสู่ตลาด โดยในช่วงแรกสถานีบริการน้ำมันจะยังคงใช้ป้ายแบรนด์ Caltex ต่อไป แต่จะระบุข้อความ "Licensed by Bangchak" จากนั้นเมื่อผ่านไป 2 ปี จะเริ่มทดลองปรับเปลี่ยนสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 แห่งให้เป็นแบรนด์บางจาก 100% เพื่อประเมินผลตอบรับและยอดขาย ก่อนที่จะใช้เวลาพิจารณาตลอด 5 ปีแรกว่าจะเดินหน้าเปลี่ยนเป็นแบรนด์บางจากทั้งหมดหรือคงแบรนด์ Caltex ไว้ ซึ่งปัจจุบันสถานีบริการของ Chevron มีส่วนแบ่งการตลาดในฮ่องกงอยู่ที่ประมาณ 17%
อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อ CHK ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการแก้ปัญหาภาวะ Over Supply ล่วงหน้า เนื่องจากบริษัทมีแผนจะดันกำลังการกลั่นให้เต็มศักยภาพสูงสุดไปที่ระดับ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งทำให้จะมีปริมาณน้ำมันใสส่วนเกิน การมีตลาดฮ่องกงมารองรับจึงเป็นการบริหารผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน
โดยสามารถส่งน้ำมันใสที่มีต้นทุนหน้าโรงกลั่นไทยราว 18 บาท ไปขายยังปลายทางที่ราคาลิตรละ 120 บาทได้ ทั้งนี้ตลาดฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่รัฐไม่มีการแทรกแซงหรือควบคุมราคาใดๆ กลไกตลาดจึงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และระดับราคาน้ำมันค้าปลีกอยู่ที่ลิตรละประมาณ 120 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 4 บาทต่อ 1 เหรียญฮ่องกง)
นอกจากนี้ การซื้อกิจการดังกล่าวยังเป็นการสร้าง Logistic Hub เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทั้งทางท่าอากาศยานและทางเรือ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ Trading (การค้าและจัดหาน้ำมัน) ของบริษัทที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้บริษัทที่สิงคโปร์จัดหาน้ำมันจากโรงกลั่นในไทย จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น เพื่อไปทำตลาดที่ฮ่องกงได้โดยตรง มีเป้าหมายสำคัญคือน้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Oil และ Fuel Oil) ซึ่งในปีที่ผ่านมา Chevron สามารถทำยอดขายน้ำมันเรือเดินสมุทรที่ฮ่องกงได้สูงถึง 1,000 ล้านลิตร
ในมิติของความเสี่ยงทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจของ CHK สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงมาก ไม่ผันผวนเหมือนธุรกิจโรงกลั่น โดยสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี และมีกำไร รวมถึง EBITDA อยู่ที่เกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งการลงทุนในฮ่องกงยังถือเป็นการลงทุนในสกุลเงินที่แข็งแกร่ง เนื่องจากเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัทปิดความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนลงได้ รวมไปถึงคลายความกังวลจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากในฮ่องกงมีรถ EV ประมาณ 900,000 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังเติบโตค่อนข้างช้า และยอดขายหน้าสถานีบริการน้ำมันถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับตลาดน้ำมันเดินเรือ
บริษัทยังมองว่าการไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างกฎหมายและระบบการเงินที่พัฒนาแล้ว ทำให้บริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่า พร้อมกันนี้ ยังคาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี
“เกาะฮ่องกงเป็น Logistic Hub ทั้งท่าอากาศยานและท่าเรือ หนึ่งใน Growth Engine ของบางจากคือ Trading การที่เรามีคลังน้ำมันตรงนั้นจะตอบโจทย์เรื่องของ Trading ได้ค่อนข้างเยอะ และเงินฮ่องกงคือเงิน US Dollar เพราะเขาผูกกันไว้ เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเราลงทุนในธุรกิจที่เป็น Hard Currency หรือสกุลเงินที่แข็ง ความเสี่ยงที่ค่าเงินจะผันผวนเยอะๆ ก็จะหายไป”
อย่างไรก็ตาม ในด้านความมั่นคงและประสิทธิภาพการผลิต นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บางจากประสบความสำเร็จในการสร้าง Synergy ระหว่างโรงกลั่นพระโขนงและศรีราชา จนสามารถสร้างมูลค่า Realize ได้ถึง 7,000 กว่าล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) ที่มีขนาดเท่ากับ 3 สนามฟุตบอล และสามารถบรรทุกน้ำมันได้ครั้งละ 2 ล้านลิตรเข้ามาเทียบท่าที่ศรีราชาได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงการกลั่นที่ศรีราชาจนสามารถกลั่นได้ถึง 160,000 บาร์เรลต่อวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้กำลังการกลั่นรวมขึ้นไปแตะ 280,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “98 Plus” น้ำมันพรีเมียมออกเทนสูงที่สุดในตลาด พร้อมส่วนผสม Additive 3 หยด หรือ Triple Dose เพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูงของยุโรป
“วันนี้ศรีราชาเป็นปีแรกที่เรารับเรือขนาดยักษ์ ไซส์ประมาณสัก 3 สนามฟุตบอล สามารถบรรทุกน้ำมันได้ครั้งละ 2 ล้านบาร์เรล ที่เรียกว่า VLCC สามารถเทียบท่าของเราเองได้ คือพึ่งด้วยลำแข้งแล้ว ไม่ต้องยืมจมูกท่านอื่นหายใจ เราสามารถยืนได้ด้วยตัวเองครับ”
อย่างไรก็ดี บางจากยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ “การรีไซเคิลเงินลงทุน” โดยมีการขายเงินลงทุนจากสินทรัพย์อย่างเหมืองลิเทียมในอาร์เจนตินา โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซีย และล่าสุดคือการขายเงินลงทุนในญี่ปุ่นที่ได้ผลตอบแทนประมาณ 5-6% เพื่อนำเงินกลับมาหมุนเวียนลงทุนใหม่ในโครงการที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า เช่น การนำไปลงทุนในสหรัฐฯ และล่าสุดที่ฮ่องกง โดยมุ่งหวังเพื่อสร้างผลตอบแทนและการเติบโตให้บริษัท เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายมี EBITDA 100,000 ล้านบาท และมียอดขายแตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2573
กรณีเบน สมิธ ไม่กระทบการบริหารงาน
ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่ ปปง. ส่งสำนวนอายัดทรัพย์สินนายเบน สมิธ หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบางจากว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของศาล โดยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการหรือการดำเนินงานของฝ่ายจัดการแต่อย่างใด เนื่องจากบางจากบริหารงานโดยคณะกรรมการ ทั้ง 15 ท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและมีประวัติดี และในส่วนของฝ่ายจัดการยังคงเดินหน้าปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ต่อไป
“กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นซึ่งเราได้แจ้งให้ทราบตั้งแต่แรกแล้ว แต่ในแง่ของการดำเนินงาน พนักงานและฝ่ายจัดการทุกคนยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่เพื่อส่งมอบผลประกอบการที่สามารถตอบข้อสงสัยหลายๆ อันได้ รวมถึงความเป็นบริษัทชั้นนำที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานมาตรฐานภายนอกซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีการทำงานอย่างตรงไปตรงมา”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB