TISA ตัวเปลี่ยนเกมตลาดทุน เพิ่มทางเลือกลดหย่อนภาษี
TISA ตัวเปลี่ยนเกมตลาดทุน เพิ่มทางเลือกลดหย่อนภาษี จิตตะ เวลธ์ มองเห็นโอกาส 3 ด้าน
ในช่วงที่ผ่านมา มีการพูดถึง โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Savings Account (TISA) โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อมาแทนมาตรการ ‘ช้อปดี มีคืน’ หรือ Easy e-Receipt ซึ่งเป็นการปฏิรูประบบการลดหย่อนภาษีแบบใหม่ จึงเกิดคำถามว่า หาก TISA เกิดขึ้นจริง จะมีผลอย่างไรต่อตลาดทุนไทย
มุมมองของ นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด บอกว่า จะถือเป็น “Game Changer” ครั้งใหญ่
เพราะไม่ใช่แค่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่คือการยกระดับโครงสร้างการลงทุนของคนไทยทั้งระบบ โดยเรามองเห็นโอกาสสำคัญ 3 ด้าน ที่จะทำให้นักลงทุนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้น
1. ปลดล็อกอิสระทางภาษี: เหนือกว่ากองทุนลดหย่อนแบบเดิม
โดยข้อดีที่สุดของโมเดล TISA คือ การให้อิสระแก่นักลงทุน ซึ่งแตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น SSF, RMF หรือ ThaiESG ที่มักมีข้อจำกัดเรื่องนโยบายการลงทุนที่ตายตัว ซึ่ง TISA จะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กองทุนรวมประเภทใดประเภทหนึ่ง
แต่เปิดกว้างให้เลือกสินทรัพย์ได้เองตามความต้องการ ซึ่งจะช่วยจูงใจให้คนรุ่นใหม่ หรือนักลงทุนที่ต้องการทางเลือกหันมาสนใจการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมากขึ้น
2. กำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้เอง : เลือกสินทรัพย์และจัดสัดส่วน
ให้ตอบโจทย์ความเสี่ยงเฉพาะบุคคล และยังมี ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอ ภายใต้วงเงินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งยังเป็นจุดเด่นที่สำคัญ โดยนักลงทุนสามารถเป็นผู้กำหนดได้เองอย่างแท้จริงว่าจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด และจะจัดสรรน้ำหนักการลงทุน (Asset Allocation) อย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของตนเองมากที่สุด เพราะแต่ละคนมีระดับการยอมรับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน TISA จะเข้ามาช่วยเอื้อ ให้เราสามารถออกแบบพอร์ตลงทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสินทรัพย์รายตัว การกำหนดสัดส่วนระหว่างหุ้น ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เรารับไหวอย่างแท้จริง ทำให้เงินลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีก้อนนี้ กลายเป็นพอร์ตลงทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ถือครองจริงๆ
3. สร้างรากฐานเกษียณสุข: วินัยการออมระยะยาวคือทางรอด
ความเร่งด่วนของสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่ง TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมและการลงทุนระยะยาว เป็นทางรอด ในการวางแผนเกษียณของคนไทย
ดังนั้น กลไกของ TISA จะเอื้อให้เกิดการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและถือครองในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งแบบทบต้น (Compound Interest) ช่วยให้คนไทยมีเงินก้อนที่เพียงพอสำหรับดูแลตัวเองในยามเกษียณ ลดภาระการพึ่งพารัฐในอนาคต
ถอดบทเรียนญี่ปุ่น: นโยบายดี ต้องมาพร้อม “ของดี” ในตลาด
นายตราวุทธิ์ หยิบยกโมเดลต้นแบบอย่างญี่ปุ่น (NISA) ว่า การดึงเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้นจะได้ผลยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ “คุณภาพ” ของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นควบคู่กันไป “ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้แค่ NISA เพื่อดึงเงินฝากดอกเบี้ยต่ำเข้าตลาดหุ้น แต่รัฐบาลในยุคนั้นผลักดัน Corporate Governance Code อย่างเข้มข้น บังคับให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินสด จ่ายปันผล และเน้นสร้างมูลค่าหุ้น (Shareholder Value) จนทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นและกล้ากลับมาลงทุน
ดังนั้น หากประเทศไทยจะผลักดัน TISA ให้สำเร็จ ต้องทำสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการให้อิสระและสิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนผ่าน TISA เพื่อสร้างเม็ดเงินใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องร่วมมือกันยกระดับธรรมาภิบาล ทำให้บริษัทจดทะเบียนไทยเติบโต แข็งแกร่ง และ ‘น่าถือ’ ในระยะยาว เมื่อองค์ประกอบทั้งฝั่งนโยบาย ฝั่งนักลงทุน และฝั่งบริษัทจดทะเบียนสมบูรณ์ ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน และคนไทยจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB