INVX คาด ตะวันออกกลางทวีความรุนแรง SET ปรับลง เข้าสู่ภาวะ Risk-off
INVX คาด SET ปรับลง นักลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง มอง 3 ฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นจากสงครามครั้งนี้
InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX คาดว่า SET ปรับลง นักลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลังการสู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง มีความเป็นไปได้ที่การสู้รบจะยืดเยื้อแต่ไม่น่าจะยืดเยื้อ ประกอบกับตลาดเริ่มหมดประเด็นหนุนทั้งผ่านช่วงประกาศงบไปแล้ว
และซึมซับปัจจัยการเมืองไปมาก ขณะที่ Valuation เริ่มตึงตัว อีกทั้งพรุ่งนี้เป็นวันหยุด จึงคาดจะมีแรงขายลดความเสี่ยงในระยะสั้น ทางเทคนิคประเมินดัชนีมีโอกาสลงมาทดสอบบริเวณ 1490/1480 หากยืนได้ยังไม่ทำให้ภาพรวมเสียหายมากนัก ส่วนแนวต้านที่ 1510/1520 จุด
นอกจากนี้ ช่วงสั้นตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะผันผวนสูงจากวิกฤติตะวันออกกลางรอบใหม่ โดยระยะสั้น INVX มองมีโอกาสสูงที่สงครามยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ทำให้ SET ภาวะเกิด Risk off จากกังวลต้นทุนพลังงานสูง
ทำให้กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำลดน้ำหนักหรือเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่ได้ผลกระทบจากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง ขณะที่ช่วงสั้นมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM
รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูงหากราคาปรับลงแรง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG ขณะที่หุ้นต่างประเทศที่ได้ผลบวก ได้แก่ กลุ่ม defense อาทิ RTX LHX LMT ส่วนกองทุน ได้แก่ DAOL-DEFENSE, ETF เทียบเคียง Global X Defense Tech ETF (SHLD) รวมทั้งกองทุนทองคำ ได้แก่ K-GOLD-A(A), ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)
ทั้งนี้ ช่วงวันที่ 28 ก.พ. - 1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม
ประเมิน 3 Scenario ที่อาจเกิดขึ้นหลังวิกฤติตะวันออกลาง
ซึ่ง INVX ประเมินมี 3 Scenario ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติตะวันออกลางรอบใหม่นี้ คือ
1. การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) : มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้ ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1530 จุด
กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop
2. สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) : มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด Brent ปรับขึ้น > $80/bbl และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$70-100/bbl เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1318-1506 จุด
กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น
3. สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) : มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด Brent ปรับขึ้น > $100/bbl มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้
กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB