คาด SET แกว่งตัวผันผวนจากราคาน้ำมันพุ่งหลังเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
คาด SET แกว่งตัวผันผวนจากราคาน้ำมันพุ่งหลังเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แนะป้องกันความเสี่ยงด้วยกลุ่มพลังงานต้นน้ำ หุ้นแนะนำวันนี้ PTTEP,ADVANC
InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX คาด SET แกว่งผันผวน ราคาน้ำมันปรับขึ้นหลังมีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซครั้งใหม่ แม้ IEA และสหรัฐฯ เตรียมระบายคลังสำรองน้ำมันครั้งใหญ่แต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอ สร้างความกังวลเงินเฟ้อ แต่หุ้นพลังงานต้นน้ำน่าจะช่วยประคองตลาดได้บ้าง
ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 5 วันทำการรวม 2.66 หมื่นลบ. ทางเทคนิคดัชนีดีดตัวขึ้นมาแต่ยังมีความผันผวนสูง บริเวณ 1430 เป็นแนวต้านในระยะสั้น หากยังไม่ผ่านมีแนวโน้มย่อตัวลงมาที่ ประเมินแนวรับ 1385/1375
ประเด็นสำคัญ
- IEA ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล (จากทั้งหมด 1.2 พันล้านบาร์เรล) สูงสุดในประวัติศาสตร์และสูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ที่ 182 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือภาวะอุปทานน้ำมันขาดแคลนที่เกิดจากสงครามอิหร่าน ติดตามกำหนดกรอบเวลาที่ IEA จะระบายน้ำมันเข้าสู่ตลาด
- สหรัฐฯ เผย CPI ก.พ. 69 ขยายตัว 2.4%YoY ตามตลาดคาด โดยหมวดที่อยู่อาศัยและบริการปรับเพิ่มขึ้น แต่หมวดยานพาหนะลดลง ขณะที่จับตาเงินเฟ้อ มี.ค. 69 ที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเต็มเดือนจากวิกฤติในตะวันออกกลาง ซึ่งหากยืดเยื้อจะกดดันให้ตลาดมองโอกาสลดดอกเบี้ยของ Fed ลดลง
- วานนี้เป็นวันที่ 5 ที่โรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์หยุดส่งออก LNG เนื่องจากอุปสรรคการลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการปิดยาวนานที่สุดในรอบ 18 ปี (นับตั้งแต่ปี 2551) ทำให้อุปทาน LNG ราว 20% ของอุปทานโลกชะงัก มองเป็นลบต่อหุ้นโรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) แม้ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นจะปรับลงสะท้อนแล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่ GULF ที่มีสัดส่วนสูงโรงไฟฟ้า IPP จะได้รับผลกระทบจำกัด
- วานนี้ราคาหุ้น PSL ลดลง 7%DoD หลังมีข่าวเรือขนส่ง “มยุรี นารี” ของบริษัทถูกโจมตีเสียหายหนักใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้านบริษัทแจ้งเรือได้ทำประกันภัยจากสงครามไว้ ขณะที่ IRGC อ้างเป็นฝ่ายโจมตีเนื่องจากเรือได้เพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างผิดกฎหมาย
- กองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลลิตรละ 16.97 บาท สูงกว่าสมัยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่กลุ่มเบนซิน-โซฮอล์อุ้มลิตรละ 2-9 บาท ทำเงินไหลออกวันละ 1,758 ลบ. คาดสถานะติดลบเกิน 1 หมื่นลบ. ภายในวันที่ 18 มี.ค. นี้ ขณะที่รัฐบาลเตรียมขึ้นราคาขายปลีกดีเซลหลังวันที่ 18 มี.ค. มองลบต่อกลุ่มโลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้าง จากมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมองวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า
ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
ช่วงสั้นมอง SET เกิดภาวะ Extreme Risk off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้นหากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำ
ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ
- หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง
- หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)
ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง “วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ 'Strategic Layering' โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้
- หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2568 (หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
- หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR
- หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE
Daily Top Picks
PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นแรงสู่ US$98-99/bbl จากกังวลอุปทานตึงตัว หลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้า 3 ลำ (รวมถึงเรือสัญชาติไทย) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันโลก อีกทั้งมองเป็นสินทรัพย์ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้แก่พอร์ต เป้าหมายระยะสั้นที่ 148 บาท
ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานสูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 369 บาท
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB