BANPU กางแผนปี 69 รวมบริษัท ผุด "BANPU NewCo" ลุย 4 ธุรกิจหลัก
BANPU กางแผนปี 69 รวมบริษัท ผุด "BANPU NewCo" ลุย 4 ธุรกิจหลัก มั่นใจสงครามตะวันออกกลางไม่กระทบ มอง เป็นอานิสงส์ดันราคาถ่านหินพุ่ง
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 173,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 39,108 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
คิดเป็น 752 ล้านบาท ที่มาจากความสามารถในการสร้างรายได้จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงาน ที่เข้ามาช่วยชดเชย (Offset) รายได้จากธุรกิจถ่านหินที่ลดลง 24% ตามกลไกราคาตลาดโลก
สรุปรายได้แยกตามประเภทธุรกิจ แบ่งเป็น
- ธุรกิจถ่านหิน รายได้ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงเหลือ 77 เหรียญต่อตัน) แต่ปริมาณการขายยังโตเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านตัน
- ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ รายได้ 913 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 200 ล้านเหรียญ) จากอานิสงส์การควบรวมแหล่ง Barnet และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.8 เหรียญต่อ MCF
- ธุรกิจไฟฟ้า รายได้ 888 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านเหรียญ) จากการเพิ่มปริมาณขายไฟฟ้าและราคาค่าไฟที่ขยับสูงขึ้นของโรงไฟฟ้า Temple 1 และ 2 ในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้รับผลกระทบจาก ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ จากเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1,509 ล้านบาท รวมถึงผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงินและรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่งผลให้ทั้งปี ขาดทุนสุทธิ 61.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,025 ล้านบาท
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้รวมของกลุ่มบ้านปูในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากธุรกิจก๊าซและไฟฟ้ารวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 52% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน สำหรับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 13,941 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,542 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 12% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567
โดย นายสินนท์ ระบุว่า ปี 2568 เป็นช่วงที่บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Energy Symphonics อย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้างสมดุลของพอร์ตธุรกิจพลังงานในหลายรูปแบบ ทั้งธุรกิจเหมือง ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อวางรากฐาน และยกระดับศักยภาพให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 มีทั้ง การเริ่มจำหน่ายถ่านหินจากเหมืองใน มองโกเลียเป็นปีแรก ที่มีปริมาณขายรวม 1.62 ล้านตัน ลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในแหล่ง Bedrock ส่งผลให้ปริมาณการขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งขยายพอร์ตธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ทำให้ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวมีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง เป็นต้น
ส่วนในปี 2569 ยังเชื่อมั่นว่าการเติบโตของบริษัทจะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ฟันเฟืองหลัก คือ ก๊าซ ถ่านหิน และไฟฟ้า ขณะที่แผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 แผนหลัก ได้แก่
- ปรับโครงสร้างองค์กร ที่ควบรวม บริษัทระหว่างบ้านปู กับ บ้านปู พาวเวอร์ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ BANPU (NewCo) ที่จะจัดกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Next-Gen Mining ธุรกิจเหมืองและทรัพยากร / U.S. Closed-Loop Gas ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐ / Power+ ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน / Future Tech ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานและนวัตกรรม
ซึ่งที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ได้อนุมัติแผนการควบบริษัทฯ เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการในช่วง ไตรมาส 2 ปี 2569 และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3 ปี 2569
- ขยายธุรกิจไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยจะเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ใน ไตรมาส 3 ปี 2569
ในธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจา สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับผู้ประกอบการกลุ่ม Hyperscalers ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรายใหญ่ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ รวมถึงมีการหารือถึงโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ยังไม่มีโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โดยโครงการใหม่ของบริษัทส่วนใหญ่คาดว่าจะทยอยเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2570–2571
- ลงทุนพลังงานคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติและโครงการ ดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในสหรัฐ โดยบริษัทฯ มีแผนเปิดดำเนินการโครงการ Cotton Cove ซึ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 32,000 ตันต่อปี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
สำหรับธุรกิจถ่านหินในปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตในออสเตรเลียเป็น 8.3 ล้านตัน ขณะที่เหมืองในจีนตั้งเป้า 10.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ที่อยู่ที่ 11.1 ล้านตัน ด้านเหมืองในมองโกเลียตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2.3 ล้านตัน ส่วนเหมืองในอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการหารือกับภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนนี้
โดยตั้งเป้าการลงทุนรวมประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปี (2569–2573) ที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน และแร่ธาตุสำคัญ เป็นหลัก พร้อมตั้งเป้าให้ EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573
นอกจากนี้ นายสินนท์ มองว่า ความต้องการพลังงานทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้บริษัทฯ ต้องเร่งปรับพอร์ตธุรกิจและลงทุนในพลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการพลังงานในอนาคต
นายสินนท์เน้นย้ำ ว่า แม้ในอนาคตจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา แต่กลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บ้านปูเหนือกว่าคู่แข่งรายใหม่ คือการเป็นผู้เล่นเพียงไม่กี่รายที่ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ "ต้นน้ำถึงปลายน้ำ" โดยเฉพาะการนำสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งสร้างอัตรากำไรได้ดีและยั่งยืนกว่า
ส่วนกรณีที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่าเป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ที่ส่งผลกระทบทางอ้อมแต่เป็นบวกต่อบริษัท เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะผลักดันให้ความต้องการใช้ถ่านหินกลับมาสูงขึ้น โดยปัจจุบันราคาถ่านหินดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่กว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเฉลี่ย 100 เหรียญในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ แม้ราคาตลาดจะมีความผันผวนสูง แต่บ้านปูได้ใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง ด้วยการล็อกราคาไว้ที่ 3.8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู สำหรับ 70% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปีนี้ ทำให้มั่นใจว่ารายได้จากฝั่งสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงสูง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB