EEC ชี้ มีนักลงทุนต่างชาติ หนีภัยสงครามเข้าไทย สะท้อนการเป็นพื้นที่ปลอดภัย
EEC ชี้ มีนักลงทุนต่างชาติ หนีภัยตะวันออกกลาง เข้าไทย สะท้อนการเป็นพื้นที่ปลอดภัย เร่งพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ด้าน BOI ชี้ ทิศทางลงทุนไทย อยู่ในช่วงขาขึ้น พร้อมดันไทยเป็นฮับ "เซมิคอนดักเตอร์"
ในงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum 2026 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า การลงทุนในพื้นที่ EEC ยังคงมีความคึกคักเป็นอย่างมาก โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลและกลุ่มเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมักมาในรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ โครงการที่เริ่มเห็นภาพแล้ว คือ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โครงการจัดเก็บพลังงานสีเขียว และอุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพ
ซึ่ง ไฮไลต์สำคัญ ที่จะดึงดูดความสนใจในปีนี้ คือ ความคืบหน้าของเมกะโปรเจกต์การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรันเวย์และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่า ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้จะเริ่มเห็นความชัดเจนของการพัฒนาเมืองการบิน โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) รวมถึงการก่อสร้างโรงงานดาต้าเซ็นเตอร์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
และสำหรับในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ EEC ประเมินว่า วาระเร่งด่วน ที่ควรสานต่อคือการบริหารจัดการสัญญาโครงการที่ค้างท่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่กับการเร่งแก้ไขกฎระเบียบและข้อกฎหมายยิบย่อยที่เป็นอุปสรรค เพื่อปลดล็อกให้นักลงทุนสามารถเปลี่ยนผ่านจากการลงนามไปสู่การลงเสาเข็มก่อสร้างและเดินเครื่องผลิตสินค้าในโรงงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับส่งผลบวกต่อพื้นที่ EEC โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก ติดต่อหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม สะท้อนกระแสการย้ายฐานการลงทุนโดยมีไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ EEC ยังคงเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริงในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
"สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับเป็นกระทบในเชิงบวก เพราะว่าในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการถามหาสถานที่ที่จะเข้ามาลงทุน เช่น หานิคมอุตสาหกรรมบ้าง หาพื้นที่ที่จะมาลงทุนด้านบริการเยอะขึ้น นั่นหมายความว่าเป็นการย้าย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ดูเหมือนปลอดภัย"
ด้าน นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนในประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา เติบโตสูงขึ้นเกือบ 70% คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินลงทุนถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามามากที่สุดนำโดยสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการขยายฐานการผลิตของบริษัทแม่ในจีน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น
โดยอุตสาหกรรมที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ และกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่มีนักลงทุนต่างชาติแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างหนาแน่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การขยายห่วงโซ่อุปทานลึกลงไปถึงระดับวัตถุดิบต้นน้ำ สอดรับกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างระบบนิเวศการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ระบบกักเก็บพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นวาระที่ไทยเร่งผลักดันเพื่อเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ รัฐบาลได้ออกแพ็กเกจสนับสนุนครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะมาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่ดึงดูดค่ายรถยนต์ให้เข้ามาตั้งสายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า จนยอดจดทะเบียนพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ขณะที่ภาคพลังงานก็ได้รับการส่งเสริมให้พึ่งพาพลังงานสะอาด ควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเดิมลงทุนปรับปรุงโรงงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน
"มีมาตรการสนับสนุนทางด้าน EV ก็คงจะเป็นที่ทราบกันดีว่าเรามีมาตรการ EV3 EV3.5 ที่จะสนับสนุนให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็ได้ผลอย่างมาก"
สำหรับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้ยังไม่กระทบการลงทุนโดยตรง แต่ได้สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า เนื่องจากไทยยังพึ่งพาน้ำมันนำเข้า รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อาจต้องชะลอการผลิต ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งวอร์รูมเฉพาะกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบแล้ว ส่วนการทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ BOI จะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน การทำ Digital และ Green Transformation รวมถึงยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB