แกร็บ ทุ่มงบ 10 ล้านบาท หนุนค่าน้ำมันคนขับ ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าบริการ
แกร็บ ทุ่มงบ 10 ล้านบาท หนุนค่าน้ำมันคนขับ ถึง 1 เม.ย.นี้ ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าบริการ พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยถึงมาตรการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ทางบริษัทได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนรองรับไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วนในบริษัทของแกร็บ โดยแกร็บได้เริ่มดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับ มาตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งมีการประกาศมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมัน (Fuel Subsidy) ในรูปแบบการจ่ายเพิ่มตามระยะทางกิโลเมตรที่วิ่งจริง ซึ่งเบื้องต้นได้จัดสรรงบประมาณไว้ราว 10 ล้านบาท เพื่อประคองสถานการณ์ไปจนถึงวันที่ 1 เมษายนนี้
"เรามีการหารือกับทีมงานมาตลอด ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณราคาน้ำมันขยับตัวแรงในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ทีมงานกำลังประเมินฉากทัศน์ต่างๆ ว่าสถานการณ์นี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน เนื่องจากความผันผวนของตลาดโลกค่อนข้างสูง บางกระแสบอกว่า 2 สัปดาห์ บางกระแสก็บอกนานกว่านั้น เราจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อดูว่าในระยะต่อไปจะต้องปรับตัวอย่างไร"
ยืนยันยังไม่ปรับขึ้นค่าบริการ
สำหรับประเด็นการปรับค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมส่วนต่างนั้น นางสาวจันต์สุดา ชี้แจงว่า ในส่วนของธุรกิจโมบิลิตี้ (Mobility) หรือบริการเรียกรถนั้น แกร็บดำเนินการภายใต้กฎหมาย Ride-Hailing ของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีการกำหนดเพดานราคาขั้นต่ำและขั้นสูง ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ปัจจุบันราคายังคงอยู่ในกรอบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
อย่างไรก็ตาม ในฐานะตัวกลางตลาด แกร็บจำเป็นต้องรักษาความสมดุลระหว่างผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์คนขับ หากต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นแต่ราคาค่าบริการถูกตรึงไว้จนคนขับไม่สามารถแบกรับภาระได้และหยุดให้บริการ ผู้บริโภคก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหาตัวรถได้ยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้กลไกตลาดทำการปรับสมดุล ในจังหวะที่เหมาะสม
เตรียมโยกงบการตลาด รับ Work from Home ดันเดลิเวอรี
นอกจากนี้ยังระบุว่า แกร็บเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลักดันบริการเดลิเวอรี (GrabFood และ GrabMart) หากภาครัฐหรือเอกชนมีนโยบายให้กลับมา Work from Home อีกครั้งเพื่อประหยัดพลังงาน โดยบริษัทเตรียมพิจารณาโยกงบประมาณการตลาดจากส่วนธุรกิจนอกบ้าน (Out-of-home) มาสนับสนุนฝั่งเดลิเวอรีแทน เพื่อสร้างอุปสงค์ให้กับร้านอาหารและสร้างรายได้ให้กับคนขับ
"เราอาจนำแนวทางที่เคยใช้ในช่วงโควิดมาปรับใช้ เช่น การให้พาร์ทเนอร์คนขับแท็กซี่เข้ามาช่วยส่งอาหารเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ แต่เราก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงไปถึงจุดนั้น สิ่งสำคัญตอนนี้คือการ Boost Demand ให้ร้านอาหารมีออเดอร์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกหลักที่ช่วยให้ร้านค้าอยู่รอดได้โดยไม่ต้องปรับขึ้นราคาอาหารให้เป็นภาระผู้บริโภค"
นางสาวจันต์สุดา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงทางออกในระยะยาว ว่า พาร์ทเนอร์คนขับที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะได้รับผลกระทบน้อยมากจากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งแกร็บได้ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยการใช้รถ EV สามารถช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานได้ถึง 60-70% เมื่อเทียบกับน้ำมัน ทำให้คนขับกลุ่มนี้มีความคล่องตัวและได้รับผลกำไรที่มั่นคงกว่า
ส่วนแนวโน้มการปรับค่าธรรมเนียม GP หรือค่าคอมมิชชัน นางสาวจันต์สุดา ระบุว่า ปัจจุบันเพดานอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งบริษัทต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปบริหารจัดการทั้งค่าตอบแทนคนขับและโปรโมชันส่วนลดต่างๆ การจะปรับลดลงจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
"เราเข้าใจดีว่าตอนนี้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย หรือแม้แต่ไข่ไก่ การจะตรึงราคาทุกอย่างไปตลอดคงทำได้ยาก แต่เป้าหมายของแกร็บคือการไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เราจะพยายามประคองสถานการณ์และบริหารจัดการ Ecosystem ให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายนี้" นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB