"Jump+" ผลตอบรับดีเกินคาด 143 บจ. สมัครร่วมโครงการ
"Jump+" ผลตอบรับดีเกินคาด 143 บจ. สมัครร่วมโครงการ ตลท. เผย พร้อมอัดฉีด 800 ล้าน ดันเป้าเพิ่มยอดขาย-กำไร ฟื้นตลาดหุ้นไทยใน 3 ปี
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ Jump+ หรือ โครงการเพื่อยกระดับศักยภาพและเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ว่า หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการรับสมัครและส่งแผน Jump+ ไปเมื่อช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนให้ความสนใจเข้าร่วมถึง 143 บริษัท (เป็น บจ.ใน SET 87 บริษัท และ mai 56 บริษัท) ที่ครอบคลุม บจ. หลายขนาดและหลายอุตสาหกรรม
ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมาย เพราะจากเดิมเคยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมเพียง 50-100 บริษัท
โดยตลาดหลักทรัพย์ คาดหวังที่จะใช้โครงการดังกล่าว เข้ามาช่วยกระตุ้นการเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทจดทะเบียนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะตลาดที่ต้องเผชิญกับเม็ดเงินลงทุนไหลออก ดัชนีที่ปรับตัวลดลง ตลอดจนภาวะตลาดหุ้น IPO ที่ซบเซาที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ รวมถึงปัญหาผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือ ROE และมูลค่าบริษัทที่อยู่ในระดับต่ำ
ซึ่ง Jump+ ได้ต้นแบบและนำโมเดลความสำเร็จมาจากโครงการยกระดับมูลค่าองค์กรในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา ด้วยการแก้ปัญหามูลค่าบริษัทขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนการสร้างการเติบโต โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 143 บริษัท พบว่า 89% เป็นบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และกว่า 60% มีผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 10% ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่โครงการนี้ต้องการเข้าไปแก้ไข เพื่อทำให้บริษัทกลับมามีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนอีกครั้ง
สำหรับโครงสร้างของโครงการ จะประกอบไปด้วยแผนการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน คือ ด้านธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนเป็นผู้กำหนดเป้าหมายหลักของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกำไร ยอดขาย หรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา พร้อมทั้งจัดทำแผนกลยุทธ์ระยะเวลา 3 ปี เพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งพบว่า 138 บริษัท หรือคิดเป็น 96% มุ่งเน้นไปที่การสร้างการเติบโตเป็นหลัก
ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทต้องจัดทำแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันเป็นภาคบังคับ ควบคู่กับการเลือกหัวข้ออื่นๆ เพิ่มเติมอีกสองหัวข้อ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสนใจเรื่องการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน
ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยนายสรวิศ ระบุว่า แม้จะเป็นภาคสมัครใจแต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีบริษัทจัดทำแผนเข้ามาถึง 114 บริษัท หรือคิดเป็น 80% แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม แม้แต่ในกลุ่มบริษัทที่ไม่เคยประเมิน Carbon Footprint มาก่อน
ในส่วนของกลไกการติดตามและประเมินผล นายอำนวย จิรมหาโภคา รองผู้จัดการและรองหัวหน้าสายงานการตลาด ดูแลงานด้านผู้ออกหลักทรัพย์ ได้ให้รายละเอียดว่า โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเปิดเผยข้อมูล โดยให้บริษัทจดทะเบียนนำเสนอเป้าหมายต่อสาธารณะซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท โดยตลาดหลักทรัพย์ได้วางกลไกการติดตามไว้ 3 ระดับ
เริ่มจากระดับองค์กรที่คณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการอิสระต้องคอยกำกับดูแล ระดับต่อมาคือการพึ่งพาเครือข่ายพันธมิตรอย่างสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนที่จะเข้ามาร่วมวิพากษ์วิจารณ์แผนงานอย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยที่จะส่งตัวแทนอาสาเข้าร่วมรับฟังและซักถามในทุกรอบการรายงานผลหกเดือนและระดับสุดท้ายคือหน่วยงานกำกับดูแลที่จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โครงการนี้ไม่มีบทลงโทษด้วยการหักคะแนน แต่บริษัทมีหน้าที่ต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสว่าเกิดจากปัจจัยใด และจะปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างไร
สำหรับการสนับสนุนด้านเงินทุนและการขับเคลื่อนโครงการ นายณัฐพล สุวรรณสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์ผู้ออกหลักทรัพย์ ได้ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนวงเงินรวมประมาณ 800 ล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยแบ่งเป็นเงินให้เปล่าเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง และงบประมาณสำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำมาจัดกิจกรรมส่งเสริมศักยภาพองค์กรที่เข้าร่วมโครงการ
นายณัฐพล ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่า แม้บริษัทจะไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ในอนาคตได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิดเข้ามากระทบ แต่หัวใจสำคัญของโครงการคือการที่องค์กรกล้าตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ลงมือทำจริง และมีความรับผิดชอบในการอัปเดตข้อมูลให้ผู้ลงทุนทราบอย่างสม่ำเสมอ
โดยตลอดทั้งปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้เตรียมจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มการรับรู้ และสร้างโอกาสในการพบกับนักลงทุนให้กับบริษัทในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นงานให้ข้อมูลนักลงทุนเฉพาะกิจ งานมหกรรมการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ และการเดินสายให้ข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมเพิ่มพูนความรู้ด้านนักลงทุนสัมพันธ์และงานเลขานุการบริษัท
ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการ Jump+ อาจไม่ได้วัดที่ตัวเลขทางการเงินที่ต้องแม่นยำตามเป้าหมายทุกอย่าง แต่วัดจากการตื่นตัวของบริษัทจดทะเบียนในการลุกขึ้นมาทบทวนกลยุทธ์ ให้ความสำคัญกับการเติบโตและยกระดับธรรมาภิบาล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะดึงดูดความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดทุนไทยได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB