ทีทีบี เปิดตัวนวัตกรรมประกันชีวิต "เพื่อวัยทำงาน" ปฏิวัติการออมมนุษย์เงินเดือน!
ทีทีบี ปฏิวัติการออมมนุษย์เงินเดือน เปิดตัว เปิดตัวนวัตกรรมประกันชีวิต "เพื่อวัยทำงาน" ชู AI อัจฉริยะลงทุนตลาดสหรัฐฯ คุ้มครองเงินต้นไม่หาย 100%
นายชวมนต์ วินิจตรงจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจ นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทีเอ็มบีธนชาติ (ทีทีบี) ได้ร่วมกันเปิดเผยถึงความท้าทายทางการเงินของกลุ่มวัยทำงานในปัจจุบัน ว่ามีรายได้ที่มั่นคงแต่จำกัด ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปรับตัวสูงขึ้นตลอดเวลา
โดยวัยทำงานส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าการฝากเงินไว้ในบัญชีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่กลับมีความกังวลและขาดความกล้าในการเริ่มต้นลงทุน สาเหตุหลักมาจากความกลัวความผันผวนของตลาด ประกอบกับการไม่มีเวลาติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้มีมนุษย์เงินเดือนไม่ถึง 1% ที่เข้าถึงและเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน เครื่องมือลดหย่อนภาษียอดนิยมอย่างประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ทั่วไป แม้จะช่วยลดหย่อนภาษีได้และมีความปลอดภัยของเงินต้น แต่กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1-2 % ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของการลงทุน
เพื่อเป็นทางออกให้กับปัญหาดังกล่าว ทีทีบี จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกได้แก่ พรูเด็นเชียล ซิตี้แบงก์ และ คอนคิวบ์ (QuantCube) พัฒนานวัตกรรมประกันชีวิตสะสมทรัพย์รูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ ttb US Multi Asset Index Principal Protect 15/5 โดยผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.) การสร้างโอกาสเติบโตจากการลงทุนในตลาดสหรัฐอเมริกาโดยที่ผู้ลงทุนไม่ต้องติดตามสภาวะตลาดด้วยตนเอง
2.)การคุ้มครองเงินต้นให้อยู่ครบถ้วนเพื่อลดความกังวลใจ
3.)การได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี
ทั้งนี้ โครงสร้างของผลิตภัณฑ์กำหนดให้ผู้ลงทุนชำระเบี้ยประกันเป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องจนครบ 15 ปี โดยให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตที่ 101% ของเบี้ยประกันที่ชำระมา พร้อมเปิดโอกาสให้เริ่มต้นลงทุนได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือนจนถึง 75 ปี โดยไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสุขภาพหรือแถลงประวัติสุขภาพเพิ่มเติม
โดยการทำงานแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนอัตโนมิติให้เหมาะสมกับทุกภาวะตลาด คือ
1.) เติบโตชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง
2.) เติบโตร้อนแรง
3.) เติบโตชะลอตัว
4.) เติบโตสมดุล
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้คือการกระจายการลงทุนใน 6 สินทรัพย์หลักของตลาดสหรัฐอเมริกา ได้แก่
1.) พันธบัตรรัฐบาล
2.) หุ้นที่แบ่งย่อยตามกลุ่มอุตสาหกรรม
3.) สินค้าโภคภัณฑ์
4.) พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS)
5.) ตราสารหนี้ภาคเอกชน
6.) อัตราแลกเปลี่ยน/สกุลเงิน
ซึ่งการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบนี้ช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์ และช่วยให้สามารถรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการนำกลยุทธ์ Long Short Strategy มาใช้ในการบริหารจัดการพอร์ต ซึ่งหมายความว่า หากระบบประเมินแล้วว่าสินทรัพย์หรือหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมใดมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน ระบบจะทำการถือครองสินทรัพย์นั้นในสัดส่วนที่ติดลบ ทำให้เมื่อราคาสินทรัพย์ปรับลดลง ผู้ลงทุนจะกลับกลายเป็นได้รับผลกำไรแทน
ขณะที่ กลไกที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุนทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และบิ๊กดาต้าจากบริษัท ควอนท์คิวบ์ (QuantCube) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์ด้าน AI เพื่อการลงทุนมากว่า 10 ปี และเป็นที่ยอมรับจากสถาบันการเงินระดับโลกตลอดจนกองทุนบริหารความเสี่ยงขนาดใหญ่
โดย AI ตัวนี้จะทำหน้าที่รวบรวมและประมวลผลข้อมูลทางเลือกกว่า 1.5 หมื่นล้านจุดต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจากโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีตรวจจับปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำมาประเมินกำลังการผลิตและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน AI ตัวนี้ยังช่วยให้ระบบสามารถคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจล่วงหน้าได้อย่างน้อย 6 วัน ไปจนถึง 45 วันก่อนที่หน่วยงานทางการจะประกาศตัวเลขจริง โดยมีความแม่นยำในการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาสูงถึง 95% และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อได้แม่นยำถึง 90%
หากระบบตรวจพบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่ยืนยันตรงกันเป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน AI จะสั่งการให้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนทั้งพอร์ตในวันที่ 3 ทันที โดยเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเศรษฐกิจล้วนๆ ปราศจากการใช้อารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์เข้ามาแทรกแซง
อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์นี้ถูกวางโครงสร้างคล้ายกับหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงที่มีการรับประกันเงินต้น 100% เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่จะถูกนำไปจัดสรรในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากเพื่อรักษาเงินต้น และนำเงินส่วนน้อยไปซื้อสัญญาสิทธิ (Option) เพื่อเชื่อมโยงกับผลตอบแทนของดัชนี
ในกรณีที่ดัชนีสามารถทำกำไรได้ ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนโดยนำกำไรสะสมมาคูณด้วยอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่สูงถึง 260% แต่หากดัชนีมีผลการดำเนินงานติดลบ ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะไม่ใช้สัญญาดังกล่าว ทำให้ไม่ต้องรับผลขาดทุนและได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน
เช่น หากมีการซื้อปีละ 50,000 บาท จำนวน 5 ปี = 250,000 บาท
ถ้าดัชนีได้ 4.00% กำไรสะสมหลัง 15 ปี = 200,225 บาท
200,225 x 260% = 520,585 บาท
ครบสัญญาได้เงินคืนรวม 771,585 บาท
จากการทดสอบระบบย้อนหลัง พบว่าโมเดลนี้สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 9.30% ต่อปี ซึ่งข้อดีที่สำคัญอีกประการคือ ผลกำไรที่ได้รับจากดัชนีผ่านโครงสร้างประกันชีวิตนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี ต่างจากการลงทุนในหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงโดยตรงที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ทำให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์แบบสองต่อ ทั้งจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี และการรับผลกำไรแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งนี้ในอดีต ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีระดับนี้มักจะสงวนไว้ให้บริการเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) เท่านั้น เนื่องจากมีเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำที่สูงมาก แต่ทางธนาคารได้เจรจากับพันธมิตรเพื่อปรับโครงสร้างให้สามารถรองรับเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 50,000 บาท/ปี เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มพนักงานประจำและมนุษย์เงินเดือนทั่วไปสามารถเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้
เพื่อช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงิน ผู้ลงทุนยังสามารถเลือกแบ่งชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 เดือน โดยยังคงได้รับเอกสารสิทธิเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีเต็มจำนวนตั้งแต่ปีแรก
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่เริ่มเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน รวมกว่า 6 แสนกรมธรรม์ ซึ่งกลุ่มลูกค้ากว่า 80% คือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเครื่องมือในการวางแผนภาษีและการเกษียณ ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมสำหรับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไว้ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาทภายในปีนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB