Fed ส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย กดดันราคาทอง - ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น
YLG ชี้ ทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น ธ.กลางทั่วโลกสะสมต่อ แต่ยังจับตาตะวันออกกลาง ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย กดดันราคาทองคำแกว่งตัวพักฐานในระยะสั้น
จากแถลงการณ์สุดท้ายของ "เจอโรม พาวเวล" ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่จบ” และธนาคารกลางสหรัฐยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยยังไม่เร่งผ่อนคลาย หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) บอกว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ในช่วง “พักฐาน” ระยะสั้น จากภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนระหว่างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
แต่หลังจากมีการส่งสัญญาณไม่รีบเร่งในการปรับลดดอกเบี้ย กดดันราคาทองคำระยะสั้น เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำระยะสั้นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบเพื่อพักฐาน แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (Structural Bull Market) โดยวายแอลจี แนะนำให้นักลงทุนทยอยเข้าซื้อสะสม ในจังหวะที่ราคาอ่อนตัว
"ทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นสำคัญ หาก Fed ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด (Hawkish) อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อได้ในระยะสั้น ในทางกลับกัน หาก Fed เริ่มแสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย และส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัว และสามารถปรับขึ้นทดสอบระดับสูงสุดเดิม ทำ All-Time High ได้อีกครั้ง" นางพวรรณ์ กล่าว
ปัจจัยบวกสำคัญ ที่สนับสนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว ได้แก่
1. แรงซื้อจากธนาคารกลาง : ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี ที่ยังคงเดินหน้าทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ซึ่งถือเป็นแรงซื้อที่มีคุณภาพ
2. ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ : ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และส่งผลให้ทองคำยังคงสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในภาพใหญ่ โดยหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น หรือขยายวงกว้างจากการช่องแคบฮอร์มุซ ไปช่องแคบมะละกาซึ่งกระทบจีนอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์อีกครั้ง
ทั้งนี้ ในมุมมองระยะยาว สถาบันการเงินชั้นนำของโลก อาทิ J.P. Morgan และ UBS ประเมินว่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6,200-6,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มตลาดทองคำในระยะถัดไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB