ยกเครื่องเกณฑ์ซื้อขายชุดใหญ่ ปรับ Tick Size-คุมเข้ม OTR หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกเครื่องเกณฑ์ซื้อขายชุดใหญ่ ปรับ Tick Size-คุมเข้ม OTR หวังเพิ่มสภาพคล่องตลาดหุ้น พร้อมเปิด Hearing 1 เดือน คาดมีผลบังคับใช้ ไตรมาส 3 ปีนี้
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการแลัะผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) เปิดเผยว่า ต.ล.ท. ได้ดำเนินการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขายให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนในปัจจุบัน ตลอดจนมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพของตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน
โดยแผนการปรับปรุงในครั้งนี้ครอบคลุมมาตรการทั้งหมด 12 มาตรการ ซึ่งจะถูกปรับลดลงเหลือ 9 มาตรการในท้ายที่สุด
หรือจำแนกเป็นรูปแบบการเพิ่มมาตรการใหม่ 2 ประการ การปรับปรุงมาตรการเดิม 3 ประการ การยกเลิกมาตรการ 3 ประการ และการคงมาตรการเดิมไว้ 4 ประการ
ทั้งนี้ ต.ล.ท. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากผู้ที่เกี่ยวข้องไปจนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
สำหรับมาตรการใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา 2 ประการ ประกอบด้วย
1.) การปรับปรุงโครงสร้างราคา (Tick Size Reduction) เพื่อให้มีช่วงราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการซื้อขายของผู้ลงทุนและส่งเสริมให้สภาพคล่องในตลาดเพิ่มสูงขึ้น การปรับเปลี่ยนนี้จะครอบคลุมหุ้นที่มีระดับราคาตั้งแต่ 2 - 50 บาท โดยในช่วงราคา 10 - 25 บาท จะถูกปรับช่วงราคาให้แคบลงเหลือ 5 สตางค์ ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมหลักทรัพย์ประมาณ 369 ตัวในตลาด
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างดังกล่าวยังเป็นการดำเนินการเพื่อสอดรับกับมาตรฐานสากลและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างประเทศ รวมถึงเพื่อรักษาความน่าสนใจไม่ให้ตลาดทุนไทยเสี่ยงต่อการถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนจากดัชนี MSCI
2.) การเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่มีสัดส่วนคำสั่งซื้อขายที่ไม่ได้เกิดการจับคู่ในระดับสูง หรือ Extra charge บน High OTR (Order to Trade Ratio) เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้งานระบบและป้องกันการส่งคำสั่งที่ไม่มีเจตนาซื้อขายจริง โดยจะมุ่งเป้าไปที่บัญชีที่มีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที และมีสัดส่วน OTR เกินกว่า 100 เท่า ซึ่งหากบัญชีดังกล่าวมีรายการส่วนเกิน 30,000 รายการต่อวัน จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ 0.15 บาทต่อรายการ
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะได้รับการยกเว้นสำหรับกลุ่มที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker)
ในส่วนของมาตรการที่มีการปรับปรุงแก้ไขจำนวน 3 ประการ ได้แก่
1.) การปรับเกณฑ์ Short Sell โดยจะกลับไปใช้เกณฑ์ Zero Plus Tick ในสภาวะปกติ แทนการบังคับใช้ Uptick Rule ในทุกหลักทรัพย์
ทั้งนี้ เกณฑ์ Uptick Rule จะถูกนำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ราคาหุ้นของวันนั้นปรับตัวลดลงเกินกว่า 10% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันทำการก่อนหน้า โดยจะบังคับใช้เป็นเวลา 1 วัน และมีการยกเว้นให้กับ Market Maker
2.) การจำกัดกลุ่มหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ทำ Short Sell ได้ให้แคบลง โดยจะตัดกลุ่มหุ้นที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW ออกไปจำนวน 12 บริษัท ส่งผลให้เหลือหลักทรัพย์ที่สามารถทำ Short Sell ได้เพียง 136 บริษัท ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นในกลุ่ม SET100 และหุ้นที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Future
3.) การปรับปรุงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนประเภท High-Frequency Trading (HFT) จากเดิมที่พิจารณาก่อนการซื้อขายผ่านการใช้สมองกลหรือการตั้งเซิร์ฟเวอร์ เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายจริงแทน
โดยจะประเมินจากการใช้ API เฉพาะ ความถี่ในการส่งคำสั่งที่มากกว่า 50 รายการต่อนาที การมีสถานะคงค้างสิ้นวันน้อยกว่า 50% การมีพฤติกรรมซื้อขายมากกว่า 80% ของวันทำการ และมีมูลค่าเกิน 30 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งผู้ที่เข้าข่ายจะต้องลงนามในข้อตกลง เพื่อปฏิบัติตามกติกาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
ด้านมาตรการที่จะถูกยกเลิกจำนวน 3 ประการ ได้แก่
1.) มาตรการกำหนดกรอบราคาแบบพลวัต (Dynamic Price Band) เนื่องจากพบว่าเป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายในกลุ่มหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำและไม่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์แรกเริ่ม
2.) การยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่กลุ่ม HFT สามารถซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงคำนิยามและการกำกับดูแลพฤติกรรมของ HFT ที่รัดกุมขึ้นแล้ว
3.) การยกเลิกมาตรการระยะเวลาขั้นต่ำในการคงคำสั่งซื้อขาย (Minimum Resting Time) ที่เคยกำหนดไว้ที่ 300 มิลลิวินาที เนื่องจากระบบใหม่มีกลไกตรวจสอบด้วย AI และมีมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียม OTR เข้ามาช่วยกำกับดูแลพฤติกรรมการใส่และถอนคำสั่งซื้อขาย (Spoofing) ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
ท้ายที่สุด ต.ล.ท. จะยังคงมาตรการเดิมไว้จำนวน 4 ประการ ได้แก่
1.) การซื้อขายด้วยวิธี Auction สำหรับหลักทรัพย์ที่ติดมาตรการระดับ 2 หรือ 3
2.) การหยุดพักการซื้อขายอัตโนมัติ (Auto Pause) เป็นเวลา 60 นาทีเมื่อมีปริมาณการซื้อขายผิดปกติ
3.) มาตรการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้กับบริษัทหลักทรัพย์รายอื่นได้รับทราบ
4.) มาตรการจัดระดับความเร็วในการส่งคำสั่ง (Asset Equalization)
ทั้งนี้ ต.ล.ท. คาดหวังว่าจะสามารถรักษากฎเกณฑ์ใหม่นี้ให้มีความเสถียรภาพและไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างน้อย 18 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ลงทุน โดยภายหลังจากขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขออนุมัติแล้ว คาดว่าเกณฑ์ใหม่ทั้งหมดจะสามารถเริ่มบังคับใช้ได้อย่างเร็วที่สุดภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
นอกจากนี้ นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังถือว่ามีทิศทางที่ดี โดยดัชนี SET Index ตั้งแต่ต้นปี (Year to Date) ยังบวกประมาณ 20% และสภาพคล่องในตลาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 40-50% ซึ่งเป็นผลจากทั้งมาตรการของ ต.ล.ท. และปัจจัยด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ
รวมถึงการที่รัฐบาลสามารถผลักดันให้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยจาก “Negative” เป็น “Stable” ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางความผันผวนจากราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยหวังว่าสถานการณ์สงครามและความเสี่ยงด้านพลังงานจะคลี่คลาย เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB