ปตท. กำไรครึ่งปีแรก 2569 โต 74.5% แตะ 7.8 หมื่นล้านบาท
ปตท. กำไรครึ่งปีแรก 2569 โต 74.5% แตะ 7.8 หมื่นล้านบาท แรงหนุนธุรกิจกลั่น-ปิโตรเคมี รายได้การขาย 1.54 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5%
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยงบการเงินเฉพาะบริษัทและงบการเงินรวมสำหรับ งวด 3 เดือน และงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ของปตท. และบริษัทย่อย มีดังนี้
แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ ไตรมาสแรก ปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากในครึ่งแรกของปี 2568 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 71.93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับในไตรมาสแรก 2568 โดยในไตรมาสแรก ปี 2568 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 33.69 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ใน ไตรมาสแรก ปี 2569 ค่าเงินบาทเฉลี่ย อยู่ที่ 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดี กลุ่ม ปตท. มีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากการ ทำ Natural hedge ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อการดำเนินงานในภาพรวม
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพด้าน อุปทานพลังงานและความผันผวนของราคาพลังงานดังกล่าว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการ เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (AI & Digitalization) ปตท. ต้องก้าวข้ามการปรับตัวสู่การเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงโดยยังคงขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุลตามหลัก 3 มิติ (Energy Trilemma) ทั้งการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ให้กับประเทศ
การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability / Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่าง ยั่งยืน (Sustainability) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลการดำเนินงาน ผ่านการเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ Hydrocarbon โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Upstream รวมถึงการขยายการค้าและหาโอกาสในการลงทุนใน LNG เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับ ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการการลงทุนอย่างมีวินัย
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. มีภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จากหลักประกัน ในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียนในการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเงิน ค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของ ปตท. ในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของ ประเทศ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความไม่สงบใน ตะวันออกกลาง กลุ่ม ปตท. ได้สนับสนุนมาตรการภาครัฐ ทั้งการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น การควบคุมการ ส่งออกน้ำมัน และการตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยประเมินเป็น จำนวนเงินกว่า 8,500 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569
ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 830,389 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 111,660 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.5 จากในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ที่จำนวน 718,729 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจ น้ำมันและการค้าปลีก จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้ว่าปริมาณขายลดลง เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถส่งออกได้ รวมถึงกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับ เพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ และราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด
ประกอบกับปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าที่ต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นตามปัจจัย ฤดูกาล ในส่วนของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น จากราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นตามราคา ปิโตรเคมีในตลาดโลก แม้ว่าปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ลดลง โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ LPG ตามความต้องการของลูกค้าที่ลดลง ในไตรมาส 2 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.9 จากในไตรมาสแรก 2569 ที่จำนวน 115,879 ล้านบาท
โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณและราคา ขายเฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้น อีกทั้ง กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากราคาขายเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายรวมลดลงตามกล่าวข้างต้น ประกอบกับ ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากการบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ ปรับกรอบคุณภาพก๊าซฯ (C-day) ในไตรมาสแรก 2569 ขณะที่ไตรมาสนี้ไม่มีรายการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ต้นทุน ก๊าซฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น มากกว่าราคาขายเฉลี่ยกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาด ในขณะที่กลุ่ม ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจการกลั่น มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ลดลง โดยในไตรมาส2 ปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,700 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาสแรก 2569 มีผลกำไรประมาณ 46,000 ล้านบาท รวมทั้งปริมาณขายที่ลดลง แม้ว่าค่าการกลั่น (Market GRM) เพิ่มขึ้นตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งในไตรมาส2 ปี 2569 มีการรับรู้ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงลดลงในไตรมาส2 ปี2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 52,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,787 ล้านบาท หรือ มากกว่าร้อยละ 100.0 จากในไตรมาสแรก 2569 ที่จำนวน 25,738 ล้านบาท จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก
อย่างไรก็ตามในไตรมาส2 ปี 2569 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้น ประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นขาดทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยหลัก จากการขาดทุนจากการประมาณการค่าใช้จ่าย จากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจ ในบริษัท จี ซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ขณะที่ใน 1Q2569 รับรู้ เป็นขาดทุนประมาณ 2,900 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ใน GCP
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568
ในไตรมาส2 ปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 830,389 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 153,635 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 จากในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ที่จำนวน 676,754 ล้านบาท โดย หลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้า ปลีก จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แม้ว่าปริมาณขายลดลง เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศอยู่ใน ระดับสูงและไม่สามารถส่งออกได้ รวมถึงกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากธุรกิจ จัดหาและค้าส่งก๊าซฯ ตามราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ และราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่ม ลูกค้าอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด ประกอบกับปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น
รวมถึงมีการเรียกรับไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่ ใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะและเหตุการณ์ดินสไลด์ รวมทั้งธุรกิจ โรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมีในตลาด ประกอบกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมเพิ่มขึ้น โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ LPG ตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นตามราคาขายและปริมาณขาย เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส2 ปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 156,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,757 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.1 จากใน ไตรมาส2 ปี 2568 ที่จำนวน 80,545 ล้าน บาท
โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายลดลง เนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังในประเทศอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถส่งออก ได้ รวมถึงขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงและขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส2 ปี 2569 ปตท. และ บริษัทย่อยมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 21,700 ล้านบาท ขณะที่ในไตรมาส2 ปี 2568 มีผลขาดทุนประมาณ 7,200 ล้านบาท ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ ที่ปรับเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานสูงขึ้น ตามรายได้จากการ ขายที่เพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น อีกทั้ง กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ประกอบกับราคาขายเฉลี่ย และปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมเพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากต้นทุนก๊าซฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น มากกว่าราคา ขายเฉลี่ยกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
ในไตรมาส2 ปี 2569 ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 52,525 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30,992 ล้านบาท หรือ มากกว่าร้อยละ 100.0 จากในไตรมาส2 ปี 2568 ที่จำนวน 21,533 ล้านบาท จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก อย่างไรก็ตามในไตรมาส2 ปี 2569 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการ ประมาณการค่าใช้จ่ายจากการปรับแผนการดำเนินธุรกิจใน GCP ของ GC ซึ่งสูงกว่ารายการ Non-recurring ใน 2Q2568 ที่รับรู้เป็นผลกำไรประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยหลักจาก บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ที่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้นและ ควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ รวมถึงกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้
ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
ในครึ่งปีแรก 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,549,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 172,141 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.5 จากในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ที่จำนวน 1,376,977 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แม้ว่าปริมาณขายลดลงเนื่องจากระดับน้ำมันคงคลังใน ประเทศอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถส่งออกได้
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ตามปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายเฉลี่ย ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมีในตลาด และปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้น โดย หลักจากผลิตภัณฑ์ LPG ตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีรายได้ เพิ่มขึ้น จากปริมาณขายก๊าซฯเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยรวมปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการเรียกรับไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจากการปลด โรงไฟฟ้าแม่เมาะและเหตุการณ์ดินสไลด์
ในครึ่งปีแรก 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA รวมการปรับปรุงผลกระทบจากการป้องกันความเสี่ยง จำนวน 272,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 97,136 ล้านบาท หรือร้อยละ 55.5 จากครึ่งปีแรก 2568 จำนวน 175,045 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยธุรกิจการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก Market GRM และกำไรจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในครึ่งปีแรก 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 24,300 ล้านบาท ขณะที่ในครึ่งปีแรก 2568 มีผลขาดทุนประมาณ 5,700 ล้านบาท แม้ว่าขาดทุนจากการป้องกันความ เสี่ยงเพิ่มขึ้น ในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบที่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจาก รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นโดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยปรับ เพิ่มขึ้น และปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น
ในครึ่งปีแรก 2569 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33,415 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 74.5 จากครึ่งปีแรก 2568 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 44,848 ล้านบาท จากปัจจัยส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและต้นทุนผ่านการยกระดับการดำเนินงาน (Profit Enhancement) เพื่อรองรับปัจจัยท้าทายภายนอก อย่างไรก็ตามในครึ่งปีแรก 2569 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยหลักจากการขาดทุนจากการด้อย ค่าของสินทรัพย์ใน GCP ของ GC ขณะที่ในไตรมาสแรก 2568 รับรู้เป็นกำไรประมาณ 4,100 ล้านบาท โดยหลักจาก TOP มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื้อหุ้น และควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์
ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2569
ปตท. ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปรับแผนการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในกลุ่ม ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้กลุ่มปตท. ยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและปตท. ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานทางธุรกิจ ความสามารถในการดำเนินงานและศักยภาพในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานยังคงมีความผันผวน
โดย ณ 30 มิถุนายน 2569 ฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,522,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 252,830 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.7 จาก ณ 31 ธันวาคม 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,269,660 ล้านบาท โดยหลักจากสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น จากปัจจัยด้านราคาและปริมาณที่เพิ่มขึ้น และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น จากเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค้างรับและเงินวางหลักประกัน (Margin call) ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นโดยหลักจากโครงการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท.
โดย ณ 30 มิถุนายน 2569 มีหนี้สินรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,742,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 125,043 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.7 จาก ณ 31 ธันวาคม 2568 ที่มีหนี้สิน รวมจำนวน 1,617,176 ล้านบาท โดยหลักจากการกู้ยืมเงินระยะสั้นและระยะยาว และเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้น จากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ณ 30 มิถุนายน 2569 มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,780,271 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 127,787 ล้านบาท จาก ณ 31 ธันวาคม 2568 ที่มี ส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,652,484 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานสำหรับ งวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ของ ปตท. และบริษัทย่อย รวมถึงผลต่างการแปลงค่างบการเงิน ตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ TOP
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB