America's Got Talent ( AGT ) กับโมเลธุรกิจ IP เปิดเวทีให้คนแสดงฝีมือที่ขายทั่วโลก
America's Got Talent ( AGT ) “ทำไมรายการที่แจกเงินรางวัล 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงกลายเป็นธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ขายซ้ำได้ทั่วโลก? ”
America's Got Talent (AGT) เป็นรายการโทรทัศน์เรียลลิตี้ของสหรัฐอเมริกา ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBC จุดเด่นคือ รายการประกวดให้คนขึ้นไปโชว์ความสามารถ จะเป็นแบบเดี่ยว แบบกลุ่ม แบบวง ได้หมด จะโชว์ร้องเพลง การแสดงต่าง ๆ นักมายากล นักแสดงตลก ก็ได้ด้วยเช่นกัน
โดยเป็นเวทีที่เปิดรับทุกช่วงวัยมาแสดงความสามารถต่อหน้าผู้ชม โดยผลการแข่งขันตัดสินจากคะแนนโหวตของผู้ชม ประกวดเพื่อชิงรางวัลใหญ่ 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าเป็น “รายการประกวดความสามารถที่ประสบความสำเร็จ”
America's Got Talent (AGT) ออกอากาศซีซันแรกปี 2006 โดยรูปแบบปัจจุบันมี ไซมอน โคเวลล์ เป็นหัวเรือใหญ่ เดิมรายการมีกำหนดจะผลิตเป็นรายการของอังกฤษในปี 2005 ภายใต้ชื่อ Paul O'Grady's Got Talent ในสหราชอาณาจักร แต่ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากความขัดแย้งในการแยกทางระหว่าง Paul O'Grady กับสถานีโทรทัศน์ ITV ทำให้เวอร์ชันสหรัฐฯ กลายเป็นรายการ Got Talent ฉบับเต็มรายการแรก และเป็นรายการหลักของแฟรนไชส์ Got Talent ทั่วโลก
แต่สิ่งที่ PPTV Wealth หยิบมาเล่าคือ มุมที่น่าสนใจของโมเดลธุรกิจ America's Got Talent (AGT) ที่กลายเป็น “ธุรกิจคอนเทนต์ที่เปลี่ยนรายการทีวีหนึ่งรายการให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก หรือเรียกว่า ธุรกิจ Intellectual Property (IP)
ซึ่งจุดขายไม่ใช่แค่การสร้างรายได้จากโฆษณาในสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจและสะท้อนเป็นโมเดลธุรกิจ เช่น
รายได้จากรูปแบบรายการ (Format) และ IP เป็น “สูตรธุรกิจต้นน้ำ” ที่ America's Got Talent ใช้
สำหรับ Format คือ “รูปแบบและโครงสร้างรายการ” เช่น วิธีคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน กติกา การแข่งขัน บทบาทกรรมการ การใช้ Golden Buzzer การโหวต และรูปแบบการดำเนินรายการ และเมื่อรูปแบบรายการประสบความสำเร็จ ก็จะเกิด IP (Intellectual Property) หรือทรัพย์สินทางปัญญา ที่เจ้าของสามารถควบคุมและนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ จนเกิดเป็น "สูตรต้นน้ำ" ของรายการ
จากรูปแบบรายการ (Format) และ IP ไปสู่แฟรนไชส์ คือ “การเอาสูตรไปทำซ้ำในตลาดอื่น”
โดยการใช้ชื่อและรูปแบบรายการเดียวกัน คือมีคำว่า Got Talent ต่อท้าย ปัจจุบันมีประมาณเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก เช่น Britain's Got Talent ,Thailand's Got Talent ที่มีถึงซีซัน 7 ในปี 2018 รวมถึงในออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน อินเดีย สเปน และละตินอเมริกา เป็นต้น
จากแฟรนไชส์ ก็จะนำไปสู่ไลเซนส์ (License) โดยให้นำ IP ไปใช้ แล้วเจ้าของจะสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์และสิทธิประโยชน์ตามสัญญา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนการผลิตทั้งหมดในแต่ละประเทศที่นำไลเซนส์ (License) ไปใช้ จึงจะเห็นว่า IP เดิมสามารถสร้างรายได้ซ้ำในหลายตลาด
Advertising “เอาฐานผู้ชมไปขายโฆษณา” อันนี้ตรงไปตรงมาของรายการโทรทัศน์ เมื่อรายการมีผู้ชมจำนวนมาก สถานีโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มสามารถนำไปขายให้กับผู้ลงโฆษณา เพราะเมื่อผู้ชมมีจำนวนมาก จำนวนคนเห็นโฆษณา (Reach) สูง บริษัทโฆษณาสินค้าสนใจ ก็สามารถขายพื้นที่โฆษณาได้
Sponsorship “ให้แบรนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการ” นอกจากการซื้อช่วงเวลาโฆษณา แบรนด์สามารถเข้ามาผูกกับตัวรายการ เช่น สนับสนุนการแข่งขัน Branding ในเวที กิจกรรมร่วมกับผู้เข้าแข่งขัน หรือแคมเปญบน Social Media
Digital Content หรือ “การตัด IP เดิมออกมาใช้ซ้ำบนโลกออนไลน์” เช่น คลิปสั้น / คลิปการออดิชัน / คลิปช่วง Golden Buzzer / คลิป Reaction ของผู้ชม เป็นต้น ซึ่งต้นทุนการทำส่วนนี้อาจต่ำกว่าการผลิตรายการเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือยอดวิว Engagement และฐานผู้ชมใหม่ ๆ และอาจเป็นโอกาสที่จะพาผู้ชมกลับไปหาช่องทางหลักด้วย
และจุดที่ไกลกว่านั้นได้ คือ แยกออกเป็นเรื่องใหม่เป็นของตัวเอง (Spin-off) เพราะ “เมื่อ IP แข็งแรง ก็สร้างสินค้าใหม่จาก IP เดิม”
ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า “America’s Got Talent ไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการค้นพบคนเก่ง แต่ก็ค้นพบวิธีเปลี่ยน ‘ความสามารถของคน’ ให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ขายซ้ำได้ทั่วโลก” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะ 20 ปีของ America’s Got Talent ยืนอยู่บนสูตรธุรกิจที่เปลี่ยนรายการทีวีให้กลายเป็น Global IP
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB