เมื่อโลกเปลี่ยนจาก “คนเยอะ” สู่ “คนแก่เยอะ” เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร?
ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่เด็กเกิดน้อยและแรงงานลดลง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังสร้างทั้งโอกาสทางธุรกิจและความท้าทายใหม่ให้เศรษฐกิจโลก
เมื่อเด็กเกิดน้อยลง แต่คนกลับมีอายุยืนยาวขึ้น โครงสร้างประชากรของโลกกำลังเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้กระทบแค่เรื่องสังคม แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก สะท้อนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยประชากรราว 3 ใน 4 ของประชากรโลกกว่า 8.1 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แล้วอย่างน้อยในระดับขั้นต้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังสร้างทั้งโอกาสให้กับธุรกิจด้านสุขภาพ (Healthcare) เศรษฐกิจผู้สูงอายุ หรือ Silver Economy และเทคโนโลยีเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันต่อภาครัฐและเศรษฐกิจ ทั้งด้านการคลัง การขาดแคลนแรงงาน การบริโภค และความเหลื่อมล้ำระหว่างวัย
โลกกำลังแก่ลงเร็วกว่าที่คิด
ข้อมูลจาก World Bank ที่ Bnomics นำเสนอ ระบุว่า สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของโลกเพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 1974 เป็น 7.0% ในปี 2002 และเพิ่มขึ้นเป็น 10.4% ในปี 2025
ขณะที่องค์การสหประชาชาติ หรือ UN คาดการณ์ว่า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 20.7% ภายในปี 2074
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นประชากรกลุ่มเล็กอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของสังคม
ในปี 2025 โลกมีประชากรราว 8.1 พันล้านคน แม้อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรจะชะลอตัวลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยทั่วไป ประเทศต่างๆ แบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุขั้นต้น มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7%
Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14%
และ Super-Aged Society หรือสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28-30% หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%
ปัจจุบัน ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว โดยญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปราว 30% ของประชากรทั้งหมด อิตาลี 25% เยอรมนี 24% เกาหลีใต้ 20% ขณะที่จีนและไทยอยู่ที่ประมาณ 15%
Bnomics ระบุว่า ปัจจุบันประชากรราว 3 ใน 4 ของโลก อาศัยอยู่ในประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างน้อยในระดับขั้นต้น และเกือบ 40% ของประชากรโลก อาศัยอยู่ในประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว
ขณะที่ UN คาดการณ์ว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 2070 จำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีมากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน เศรษฐกิจก็เปลี่ยนตาม
Bnomics มองว่า โครงสร้างประชากรเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจ เพราะเป็นตัวกำหนดทั้งจำนวนแรงงาน ผู้บริโภค และผู้เสียภาษี
ในอดีต หลายประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วจากการมีประชากรวัยทำงานจำนวนมากเมื่อเทียบกับเด็กและผู้สูงอายุ ส่งผลให้มีแรงงานเพียงพอ รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และการบริโภคขยายตัว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Demographic Dividend หรือ “โบนัสทางประชากร”
แต่เมื่อผู้สูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่เด็กเกิดใหม่ลดลง ประเทศต่างๆ กลับต้องเผชิญสถานการณ์ตรงกันข้าม ทั้งจำนวนแรงงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ภาระบำนาญที่สูงขึ้น และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง
โดย IMF ระบุว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของหลายประเทศพัฒนาแล้วลดลง เนื่องจากมีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่ผลิตภาพแรงงานยังเพิ่มขึ้นได้ไม่เร็วพอที่จะชดเชยกำลังแรงงานที่หายไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประเทศในยุโรป และไทย กำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่อินเดียและหลายประเทศในแอฟริกายังคงมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก
ความแตกต่างดังกล่าวกำลังเข้ามามีบทบาทต่อทิศทางการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และการแข่งขันเพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูงในระยะยาว
โลกสูงวัย เปิดโอกาสธุรกิจอะไรบ้าง?
แม้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจะสร้างความท้าทาย แต่ Bnomics ชี้ว่า ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่เช่นกัน
Healthcare ความต้องการบริการด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งโรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบริการ Telemedicine ทำให้ธุรกิจสุขภาพยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงในระยะยาว
Silver Economy ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีเงินออม รายได้ และกำลังซื้อ ทำให้ธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อาหารเพื่อสุขภาพ ประกันสุขภาพ การดูแลระยะยาว และสินค้าเฉพาะทาง
หลายประเทศจึงเริ่มมองผู้สูงอายุในฐานะ “กลุ่มลูกค้าสำคัญ” มากกว่าจะเป็นเพียงกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการ
เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ ประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กำลังเร่งลงทุนใน AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและทดแทนแรงงานที่ลดลง
เทคโนโลยีจึงกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องรับมือกับจำนวนแรงงานที่ลดลง
4 ความท้าทาย เมื่อโลกเข้าสู่สังคมสูงวัย
ขณะเดียวกัน Bnomics มองว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุยังนำมาซึ่งความเสี่ยงสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน
1. ภาระการคลัง
รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นสำหรับเงินบำนาญ ระบบประกันสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ทำให้หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะมากขึ้น
2. การขาดแคลนแรงงาน
จำนวนแรงงานลดลง ขณะที่ตำแหน่งงานจำนวนมากยังต้องการคน โดยเฉพาะภาคบริการ การดูแลสุขภาพ และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
3. โครงสร้างการบริโภคเปลี่ยนไป
ผู้สูงอายุมีรูปแบบการใช้จ่ายแตกต่างจากคนวัยทำงาน โดยมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านสุขภาพและบริการเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายในสินค้าบางประเภท เช่น ที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือสินค้าเด็ก ลดลง
ทำให้โครงสร้างความต้องการของเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างวัย
เมื่อจำนวนผู้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้เสียภาษีมีสัดส่วนลดลง คนวัยทำงานอาจต้องรับภาระด้านภาษีและสวัสดิการมากขึ้น ก่อให้เกิดทั้งแรงกดดันทางการคลังและความท้าทายด้านความเป็นธรรมระหว่างคนแต่ละช่วงวัย
จาก “ยุคประชากรโต” สู่ “ยุคบริหารสังคมสูงวัย”
Bnomics สรุปว่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
เมื่อเทียบกับ 10-20 ปีก่อน โลกมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราการเกิดลดลงในแทบทุกภูมิภาค ส่งผลให้หลายประเทศก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ หรือแม้แต่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่แล้ว
หากศตวรรษที่ 20 เป็นยุคแห่ง “การเติบโตของประชากร” ศตวรรษที่ 21 กำลังกลายเป็นยุคแห่ง “การบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุ”
ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีประชากรมากเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงาน และการออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป
เพราะเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “คนเกิดน้อย แต่อายุยืนขึ้น” ประเทศและธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่า อาจเป็นฝ่ายสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างแท้จริง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB