ทำไม? “หุ้นไทย” ถึงจะได้ส้มหล่น จากการที่หุ้นอินโดนีเซีย จ่อถูกถอดจากดัชนีหุ้นโลก
ทำไม? “หุ้นไทย” ถึงจะได้ส้มหล่น จากการที่หุ้นอินโดนีเซีย จ่อถูก MSCI ปรับสถานะออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สู่ Standalone Market
เป็นเรื่องต้องจับตาและสะเทือนตลาดหุ้นอย่างมาก เมื่อ MSCI ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีตลาดหุ้นระดับโลก ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ว่าเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นตลาดที่มีสถานะเฉพาะ (Standalone Market) เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติกรรมการซื้อขายในตลาดทุน ทำให้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเสี่ยงสูญเสียเงินลงทุนจากกองทุนที่อ้างอิงดัชนีระดับโลก
ถึงแม้หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียจะประกาศมาตรการเพิ่มความโปร่งใสแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวช่วยปรับปรุงการทำงานของตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่อง
ซึ่งประเด็นที่ MSCI ให้ความสำคัญ ได้แก่ ความไม่โปร่งใสของโครงสร้างการถือครองหุ้น และข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ดีลกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินสัดส่วนหุ้นที่นักลงทุนทั่วไปสามารถซื้อขายได้จริง (Free Float) รวมถึงความน่าเชื่อถือของราคาหุ้นในตลาด
โดยก่อนหน้านี้ MSCI ได้ระงับการเปลี่ยนแปลงบางรายการที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์อินโดนีเซียในดัชนี โดยให้เหตุผลว่าต้องการลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่เพียงพอ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดเรื่องความโปร่งใสของตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม MSCI จะประกาศผลการตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2027 ซึ่งการปรับสถานะยังอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และอาจมีการทบทวนข้อเสนอหากพบหลักฐานที่ชัดเจนว่าธรรมาภิบาลและการทำงานของตลาดได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ
หุ้นไทยอาจได้ "ส้มหล่น?"
ด้านความเห็นจาก บล.เอเซีย พลัส มองว่า ตลาดหุ้นไทย Outperform โลก และโอกาสฟันด์โฟลว์ส้มหล่นจาก MSCI ในมิติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย โดยดัชนี SET Index สามารถสร้างผลตอบแทนขยับขึ้น +24.9% YTD แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก
โดยมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีลุ้นรับเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ส้มหล่น หลัง MSCI อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นกรณีอาจปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจาก Emerging Market (EM) ไปสู่ Standalone Market ภายในเดือนมิถุนายน 2027 จากปัญหาความโปร่งใส ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เม็ดเงินจากกองทุนอิงดัชนี MSCI EM จะถูกกระจายมายังประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม
ซึ่งประเทศไทยที่มีน้ำหนัก 0.9% ใน MSCI EM มีโอกาสได้รับเม็ดเงินไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้น Big Cap สภาพคล่องสูง เช่น DELTA, ADVANC, PTT, GULF, CPALL, AOT, PTTEP, BDMS และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางยอดซื้อสุทธิสะสมของ
ชะตากรรมหุ้นอินโดนีเซียดิ่งหนัก เสี่ยงเงินทุนไหลออก
และจากประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอินโดนีเซียอย่างรุนแรง โดยสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ดัชนี Jakarta Composite Index ร่วงลงกว่า 5% ในวันที่ 19 ตุลาคม 2026 แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงถึง 11.6% ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม สะท้อนแรงเทขายที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
ด้าน Goldman Sachs ประเมินว่า หากอินโดนีเซียถูกถอดออกจากดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI อย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้ Passive Fund ถอนเงินลงทุนจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียประมาณ 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของหุ้นในดัชนี MSCI Indonesia Investable Market Index รวม 18 วัน
นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนอีกประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่อาจเผชิญความเสี่ยง หาก FTSE Russell ดำเนินการปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่แยกจากการตัดสินใจของ MSCI
สำหรับกองทุนเชิงรุก (Active Fund) ที่ใช้ดัชนี MSCI และ FTSE เป็นเกณฑ์อ้างอิง มีการถือครองหุ้นอินโดนีเซียรวมกันมากกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การขายหุ้นของกองทุนกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนแต่ละราย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการเปลี่ยนสถานะดัชนี
อินโดนีเซียเร่งแก้ปัญหา เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน
หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการหลายด้านเพื่อเพิ่มความโปร่งใสของตลาดทุน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองมากกว่า 1% การจำแนกประเภทนักลงทุนให้ละเอียดขึ้น การติดตามการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และแผนเพิ่มข้อกำหนดสัดส่วนหุ้นที่สามารถซื้อขายได้อย่างเสรีขั้นต่ำเป็น 15%
อย่างไรก็ตาม MSCI ระบุว่า สิ่งที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการประกาศมาตรการ แต่ต้องมีการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ และมีหลักฐานว่ามาตรการเหล่านั้นช่วยแก้ปัญหาของตลาดได้จริง สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอินโดนีเซีย เพราะหากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใสได้ การเปลี่ยนสถานะดัชนีอาจกระทบต่อการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน Goldman Sachs ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง โดยมองว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะดัชนี ผลประกอบการบริษัทที่อ่อนแอ และปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจมหภาค ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ แม้มูลค่าหุ้นจะปรับตัวลดลงมากแล้วก็ตาม
สำหรับกรณีของอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า การจัดประเภทตลาดหุ้นโดยผู้จัดทำดัชนีระดับโลกมีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เพราะกองทุนจำนวนหนึ่งใช้ดัชนีดังกล่าวเป็นเกณฑ์กำหนดสัดส่วนการลงทุน หากอินโดนีเซียถูกปรับออกจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่จริง ย่อมมีความเสี่ยงที่เงินทุนจากกองทุนซึ่งลงทุนตามดัชนีจะไหลออกเพิ่มเติม แม้การปรับสถานะยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย โดยทิศทางตลาดหุ้นอินโดนีเซียหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของหน่วยงานกำกับดูแลในการแสดงหลักฐานว่าการปฏิรูปตลาดทุนเกิดผลจริง ทั้งด้านการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น การป้องกันพฤติกรรมซื้อขายที่บิดเบือนกลไกราคา และการบังคับใช้กฎเกณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่าดัชนีหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลงมามากแค่ไหน แต่รวมถึงการตัดสินใจของ MSCI และความคืบหน้าในการปฏิรูปตลาดทุน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความเชื่อมั่นและทิศทางเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB