“พิชัย” เร่งตลาดทุน ส่งเสริมลงทุนผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียว
"พิชัย" รองนายกฯ และรมว.คลัง เร่งตลาดทุนส่งเสริมลงทุนผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียว ให้สิทธิ์ทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พร้อมดันตลาดคาร์บอนเครดิต
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา Bangkok Post ESG Conference 2024 ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาด้าน ESG แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้น ๆ ของโลก แต่เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิที่ปรับตัวสูงขึ้นและเป็นลำดับที่ 9 ของโลก นอกจากนี้ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาระทางการคลังในอนาคตเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ
ขณะนี้ในเวทีการค้าโลกได้เริ่มนำมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมาบังคับใช้ เช่น มาตรา CBAM กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Regulation ของสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวรองรับการค้าโลกในยุคอนาคต.....นายพิชัยกล่าว
นายพิชัย กล่าวด้วยว่ากระทรวงการคลังได้ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริม Low-carbon Economy สนับสนุนให้ภาคเอกชนปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถให้ไทยเป็นฐานพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Tech ส่งเสริมภาคการเงินเพื่อยั่งยืน หรือ Sustainable Finance จัดทำแนวทางการพัฒนาภาคการเงินเพื่อความยั่งยืน สร้าง Ecosystem เช่น การทำ Taxonomy การเปิดเผยข้อมูล ESG การสร้างมาตรการจูงใจให้เกิดตลาดและการลงทุนในผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน
สำหรับแบงค์รัฐ มีสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น EXIM Bank มีสินเชื่อเพื่อลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และสินเชื่อสำหรับผู้ลงทุนในโครงการพัฒนาพลังงานสะอาด ธนาคารออมสิน มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ภาคตลาดทุน เร่งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและการจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศ สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขึ้นทะเบียน การซื้อขาย และการตรวจสอบคาร์บอนเครดิตที่เป็นมาตรฐานสากล การพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืนด้วยการสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจออก Green Bond และ Sustainability-linked Bond เพื่อสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน
มาตรการทางภาษี ส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกำไรที่เกิดจากการขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนหรือ Thai ESG ส่งเสริมพาหนะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ นำปริมาณการปล่อยคาร์บอนมาประกอบการพิจารณากำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังยังได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสำหรับที่ดินเอกชนที่เป็นพื้นที่สีเขียว
นอกจากนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการภาษีทำค่าติดตั้งโซล่าเซลล์มาลดหย่อนได้ รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ Climate Tec ส่วนระยะกลางให้นำค่าใช้จ่ายในการวัด Carbon Footprint ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต เพื่อกระตุ้นในภาคเอกชนขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มการผลิตและสภาพคล่องในตลาดคาร์บอนเครดิต และระยะยาวจะเน้นการผลักดันภาษีคาร์บอนเพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนตามข้อตกลงปารีส
การดำเนินนโยบายโดยยึดหลัก ESG จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมนวัตกรรม และมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ซึ่งจะยกระดับรายได้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทย.....นายพิชัยกล่าวทิ้งท้าย
กางไทม์ไลน์ 222 วัน “เสี่ยแป้ง นาโหนด” มหากาพย์แหกคุก!
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB