TDRI ชี้! ไทยเปิดเสรีไฟฟ้าช้า เสี่ยงนักลงทุน FDI หาย สูญเม็ดเงิน 1.8 ล้านล้าน
TDRI ชี้! ไทยเปิดเสรีไฟฟ้าช้า เสี่ยงนักลงทุน FDI หาย สูญเสียเม็ดเงิน 1.8 ล้านล้านบาท
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษา “เมื่อรัฐช้า ทางรอดของภาคอุตสาหกรรมในวันที่ไฟสะอาดไม่เพียงพอ” (สายส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC)
โดยนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EEC เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา EEC ได้มีการเปิดรับข้อเสนอจากนักลงทุนมาโดยตลอด ซึ่งเราเริ่มเห็นแนวโน้มและความต้องการพลังงานสะอาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟฟ้าที่มาจากโซลาร์เซลล์ค่อนข้างเยอะ และเห็นถึงความต้องการที่เกิดขึ้น
"ไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุน ที่จะนำไปสู่การลงทุนสีเขียว เนื่องจากว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญ ทราบว่าพื้นที่ใน EEC เป็นที่ที่ ราคาที่ดินแพง และโอกาสที่ใครจะมาใช้พื้นที่ในสามจังหวัดนี้ เพื่อทำโซล่าเซลล์และขายกันก็ค่อนข้างลำบาก แม้ว่าโอกาสในการทำมาตรการการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) ยังเกิดขึ้นได้ในเชิงแนวคิด แต่จริงๆ Direct PPA ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะมาก โดยเฉพาะในสถานที่ตั้งที่ทำการผลิตไฟฟ้าโซล่าเซลล์ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ เกิดจากการที่ผลิตได้แล้ว และนำผ่านเข้ามาใช้ปลายทางสำหรับผู้ใช้บริการต้องการอาจจะยังไม่ได้เยอะเท่าไหร่"
นายจุฬา ระบุว่า จากกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ EEC ต้องส่งให้ ทีมนักวิจัยพลังงาน TDRI ร่วมศึกษา และพยายามให้ EEC เป็น Sandbox ของตลาดการให้บริการไฟฟ้า เนื่องจากความต้องการยังมีอยู่ ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียงแค่กรอบกำหนดระยะเวลาว่าจะทำให้ได้ภายในกี่ปี แต่ในระยะเวลากี่ปีนั้น การที่ไทยตั้งเป้าไว้ ไทยจะให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนได้เมื่อไหร่ ดังนั้นจึงต้องร่วมกันเชิงนโยบายระหว่างนี้
"สิ่งที่เราอยากขับเคลื่อนจริงๆคือเราอยากให้ในที่สุดแล้วตัวThird-Party Access ที่เกิดขึ้นได้ และเรามี wearing charges ที่เหมาะสม ที่คำนวณถึงต้นทุนที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเกิดขึ้นชัดเจนในอนาคต" นายจุฬา กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่ ทีมนักวิจัยพลังงาน TDRI โดย น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ และนายชาคร เลิศนิทัศน์ ระบุว่า ความล่าช้าในการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Third-Party Access หรือ TPA) และความไม่ชัดเจนของนโยบายด้านพลังงาน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของภาคธุรกิจไทยในอนาคตอันใกล้ พร้อมกับได้เผยแพร่ผลการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาครัฐต้องเร่งเปิด TPA เพื่อเร่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานโดยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนสามารถเชื่อมต่อระบบโครงข่ายภาครัฐผ่านค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมได้
อย่างไรก็ตามหากรัฐยังไม่เร่งเปิด TPA จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอนเนื่องจากบริษัทเอกชนต้องสนองนโยบายพลังงานสะอาดของบริษัทแม่ แต่ภาครัฐไม่ได้จัดสรรไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้ได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น บริษัทต้องใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาช่วย เช่น การเข้าร่วมโครงการอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff หรือ UGT) แพงกว่าค่าไฟปกติ ขณะที่ภาคส่งออกเสี่ยงต่อการถูกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป จึงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคเอกชนสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการสูญเสียการลงทุนโดยตรง (FDI) จากกลุ่มลูกค้าเดิม ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงโปร์ และสหรัฐฯรวมมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 50% บริษัทจากประเทศเหล่านี้มีเป้าหมายและความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
ขณะเดียวกันไทยยังเสี่ยงเสียลูกค้าใหม่ โดยในปี 2018-2023 มีการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ซึ่ง 700,000 ล้านบาท หรือประมาณ 48% เป็นการออกบัตรให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
ดังนั้น ถ้าไทยไม่เร่งเปิด TPA จัดสรรไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเรามีโอกาสที่จะเสียเม็ดเงินการลงทุนจากฐานลูกค้าเดิมเพดานสูงสุดถึง 1.1 ล้านล้านบาท และเสียเม็ดเงินให้กับกลุ่มลูกค้าใหม่สูงสุดถึง 700,000 ล้านบาท
แนวโน้มการลงทุน Data Center ในไทยรวมเม็ดเงินลงทุนราว 618,384 ล้านบาท มีกลุ่มบริษัทที่ประกาศแผนการลงทุนชัดเจน เช่น กลุ่มผู้ใช้บริการในประเทศ เช่น Siam AI , ADVANC , TRUE , FPT คาดการณ์กำลังให้บริการส่วนเพิ่มมากกว่า 240 เมกะวัตต์ , กลุ่มผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ทยอยขอ BOI ในปี 2024 เพื่อทยอยลงทุนระยะถัดไป เช่น Ctrl's, Next DC, Evolution, Supernap, Telehouse, One Asia คาดการณ์กำลังให้บริการส่วนเพิ่มมากกว่า 130 เมกะวัตต์
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Centers จะเพิ่มขึ้นจากระดับ 0 เมกะวัตต์ในปี 2024 เป็นมากกว่า 5,400 เมกะวัตต์ภายในปี 2036
ทีมนักวิจัยพลังงาน TDRI จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐในการเร่งทำนโยบายไฟฟ้าพลังงานสะอาดด้วยว่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ภาครัฐควรเร่งเปิดให้เอกชนเชื่อมต่อระบบสายส่งไฟฟ้า (Third-Party Access: TPA) เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด และควรพิจารณาขยายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้รายใหญ่ (Direct PPA) ให้กับภาคอุตสาหกรรมอื่น ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และปรับเกณฑ์อัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวรูปแบบ UGT2 ให้ราคามีความยืดหยุ่นและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล เพื่อรองรับการส่งออกและแข่งขันกับต่างประเทศด้วย
อย่างไรก็ตามทั้ง 2 แนวทางที่ TDRI ได้เสนอไปนั้น จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐว่า จะให้การสนับสนุนหรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน สามารถหาทางออกด้วยการใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ.EEC) มาเป็นกลไกในการอนุมัติ อนุญาติการสร้างโครงข่ายพลังงานสะอาดใหม่ได้ เพื่อจัดส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงจากแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดมายังภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ และอุดช่องว่างของนโยบายระดับชาติที่ยังล่าช้า
ทีมนักวิจัยพลังงาน TDRI ระบุด้วยว่า ในยุคที่ไฟฟ้าสะอาดกลายเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขัน ไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการอยู่รอดในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร และการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แต่เนื่องจากการเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่ง ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทางรอดของภาคอุตสาหกรรมวันนี้ คือการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าขึ้นมาใหม่เพื่อจ่ายไฟสะอาดให้ตนเอง
"ถึงเวลารัฐต้องฟังเสียงภาคธุรกิจ ไฟฟ้าสะอาดไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือทางรอด ทางออกนี้ไม่ใช่การเดินหน้าโดยเอกชนอย่าฃเดียว แต่รัฐควรมีบทบาท สนับสนุนโดยไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันออกแบบแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสังคมอย่างเหมาะสม และเป็นธรรมสอดรับกับเป้าหมายของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด" ทีมนักวิจัยพลังงาน TDRI กล่าวทิ้งท้าย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB