จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าไทยเจอแหล่งก๊าซใหม่ “เอกนัฏ” ลุยสำรวจอีสาน
จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าไทยเจอแหล่งก๊าซใหม่ “เอกนัฏ” ลุยสำรวจอีสาน ลดนำเข้า-สร้างรายได้รัฐ 6 หมื่นล้านบาท
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงานและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี เพื่อเป็นประธานในงานประกาศผู้ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/66 และ L3/66
แก่บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมตรวจเยี่ยมฐานหลุมผลิต ดี ของแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม บนภูฝอยลม ซึ่งเป็นแหล่งปิโตรเลียมสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายเอกนัฏ ระบุว่า ในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวน การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานภายในประเทศจะช่วยลดความจำเป็นในการแข่งขันซื้อพลังงานจากตลาดโลก โดยรัฐบาลจะเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพ ทั้งแหล่งปิโตรเลียมบนบก ใต้ดิน และพลังงานแสงอาทิตย์จากหลังคาบ้านเรือนประชาชน
เร่งสำรวจต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานเดิม ลดต้นทุนพัฒนา
แปลงสำรวจ L1/66 และ L3/66 ตั้งอยู่ติดกับโครงการสินภูฮ่อม หากสำรวจพบก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่คุ้มค่าต่อการพัฒนา จะสามารถเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องก่อสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนในการพัฒนาแหล่งก๊าซ
แผนดำเนินงานระยะแรกประกอบด้วยการสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Acquisition) และการเจาะหลุมสำรวจ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี ขณะที่ฐานหลุมผลิต ดี ของแหล่งสินภูฮ่อมเริ่มผลิตเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่านท่อไปยังสถานีผลิตกลางในจังหวัดขอนแก่น ก่อนนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับโรงไฟฟ้าน้ำพอง
คาดสร้างรายได้รัฐกว่า 60,000 ล้านบาท
โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวมีประโยชน์ต่อประเทศ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ความมั่นคงทางพลังงาน เพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อป้อนให้โรงไฟฟ้าน้ำพอง และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างต่อเนื่องอีก 25 ปี
2. รายได้ภาครัฐ หากการสำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมที่สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งในโครงการ L1/66, L3/66 และแหล่งสินภูฮ่อม คาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐรวมกว่า 60,000 ล้านบาท ผ่านค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม นอกจากนี้ รัฐยังได้รับเงินตอบแทนการลงนามสัมปทาน (Signature Bonus) แล้ว 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นแปลงละประมาณ 50 ล้านบาท โดยนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
3. กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนในการสำรวจประมาณ 2,000 ล้านบาท ช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
นอกจากการเร่งสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานยังเดินหน้าส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 รวมถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยข้อมูลจากกระทรวงระบุว่า ยอดใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9 ล้านลิตรต่อวันในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ช่วยสนับสนุนราคาผลปาล์มของเกษตรกรไทยให้เพิ่มขึ้นแตะ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ หากการสำรวจแปลง L1/66 และ L3/66 ประสบความสำเร็จ และพบแหล่งก๊าซที่สามารถพัฒนาได้ในเชิงพาณิชย์ จะช่วยเพิ่มแหล่งพลังงานภายในประเทศ และสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระยะยาว ควบคู่กับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB