กลโกงมิจฉาชีพที่มักเกิดกับ "บัตรเครดิต" และสิ่งต้องทำหลังโดนแฮกบัตร
เปิดกลโกงมิจฉาชีพที่มักเกิดกับ "บัตรเครดิต" และ 5 สิ่งต้องทำเบื้องต้นทันทีหลังโดนแฮกบัตร
มีข้อมูล 55% ของการแจ้งความออนไลน์เป็นการหลอกลวงด้านการเงิน มิจฉาชีพอยู่รอบตัวเรา และมีสารพัดวิธีในการโจรกรรมเงินจากเรา ล่าุสด เกิดเหตุการณ์ที่ออนเซ็น ดังย่านทองหล่อ หลายรายถูก ขโมยบัตรเครดิตนำไปรูดสูญเงินนับแสนบาท โดยเบื้องต้นคาดว่า ทำเป็นขบวนการโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่มีขายในแอปพลิเคชันชื่อดังโดยนำการ์ดแม่เหล็ก มาเปิดตู้ล๊อคเกอร์ในออนเซน ย่านทองหล่อแล้วนำบัตรเครดิตลูกค้าทาบเครื่องรูดบัตรแบบพกพาและกดยอดเงิน จากนั้นนำยอดมาแบ่งกัน
ซึ่งคงต้องติดตามดูว่าในทางการดำเนินคดี เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ PPTV Wealth นำข้อมูลจาก ttb เกี่ยวกับ กลโกงมิจฉาชีพที่มักจะเกิดกับบัตรเครดิต
Data breaches ข้อมูลบัตรเครดิตรั่วไหล
การรั่วไหลของข้อมูลบัตรเครดิตอาจเกิดได้จากการโดนแฮก ทำบัตรสูญหายและมีผู้หยิบไปใช้ การบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตไว้กับเบราว์เซอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือหรือแพลตฟอร์มที่ไม่มีการยืนยันตัวตนก่อนใช้งาน การผูกบัตรไว้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ แม้กระทั่งการเปิดเผยข้อมูลด้วยตัวเองผ่านการโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดียและอื่นๆ เมื่อไหร่ที่อยู่ดีๆ แม้ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรในตอนนั้นแต่ก็มีแจ้งเตือนว่าบัตรเครดิตถูกตัดเงินอาจหมายถึงการถูกโจรกรรม สิ่งที่ควรรีบทำคือการตรวจเช็คกับธนาคารในทันที ที่สำคัญต้องคอยสังเกตสัญญาณน่าสงสัยอื่นๆ เพื่อให้พร้อมรับมือกับภัยมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที เช่น
- การตัดบัตรซ้ำซ้อน หรือมีรายการที่เหมือนกันเกิดขึ้นซ้ำๆ ติดกันบนใบแจ้งยอด
- การตัดบัตรที่ไม่ทราบที่มาหรือตัดบัตรเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย เพราะอาจเป็นการทดสอบบัตรของมิจฉาชีพ
- การตัดบัตรที่ถูกยกเลิก แม้ว่าจะมีวงเงินบัตรเครดิตคงเหลือแต่ไม่สามารถทำรายการได้
- ไม่ได้รับใบแจ้งยอดหรือใบแจ้งยอดมาช้ากว่าปกติ อาจเป็นเพราะถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่โดยมิจฉาชีพ
Phishing scams กลโกงอีเมลปลอม เว็บไซต์ปลอม
เพราะในทุกวันหลายคนได้รับทั้งอีเมลและข้อความเป็นหลักสิบถึงหลักร้อย ไม่ว่าจะแจ้งเตือนส่วนลดหรือโปรโมชัน แจ้งเตือนการเข้าระบบหรือยอดใบเสร็จต่างๆ ทำให้มิจฉาชีพสบโอกาสปลอมเป็นเว็บไซต์สำคัญที่มีผู้ใช้งานเยอะ อาศัยความคุ้นตาของหน้าตาเว็บไซต์เพื่อหลอกผู้เสียหายให้ใส่ข้อมูลบัตรเครดิตก่อนจะทำการโจรกรรมทรัพย์สิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าของบัตรเครดิตจะต้องหมั่นตรวจเช็กความน่าเชื่อถือก่อนคลิกลิงก์หรือทิ้งข้อมูลใดๆ บนเว็บไซต์ ดังนี้
- เช็กตัวตนผู้ส่งผ่าน email address อย่างละเอียดให้แน่ใจว่าตรงกับเว็บไซต์ทางการ
- จับทางอีเมลหรือข้อความที่แสดงถึงความเร่งด่วนฉุกเฉิน เช่น ให้อัปเดตข้อมูลบัตรเครดิตด่วน
- เช็กการสะกดคำ ความถูกต้องเรียบร้อยของข้อความ เพราะทุกธุรกิจที่น่าเชื่อถือจะมีการตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาทุกครั้งก่อนส่งออก
- อย่าคลิกลิงก์ในทันที ควรตรวจสอบ URL เต็มๆ ให้แน่ใจก่อนทุกครั้งว่ามาจาก Officail
- ไม่เปิดเผยข้อมูลในทุกกรณี เพราะบริษัทที่น่าเชื่อถือจะไม่มีการขอข้อมูลอ่อนไหวอย่างเลขบัตรเครดิต เลขรหัสความปลอดภัย ไม่ว่าจะผ่านข้อความ อีเมลหรือการโทรศัพท์ หากไม่แน่ใจควรติดต่อธุรกิจนั้นโดยตรง
Skimming ใช้เครื่องมืออ่านบัตรปลอม
อุปกรณ์ Skimmer คือเครื่องมือของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีติดไว้กับเครื่องอ่านบัตรเพื่อแอบคัดลอกข้อมูลบัตรหรือรหัสบัตรไปใช้ในทางมิชอบ หากเห็นการเคลื่อนไหวบัตรที่ผิดปกติ เช่นมีการถอนเงินออกจากบัตรเครดิตหรือตัดบัตรในรายการที่ระบุที่มาไม่ได้ควรรีบติดต่อธนาคารในทันที และทางที่ดีควรระแวดระวังการ Skimming ได้แก่
- ใช้บริการเครื่อง ATM ที่อยู่ในที่โล่งแจ้ง มีกล้องวงจรปิด มีผู้คนสัญจรตลอดและไม่ลับตาคน
- ใช้มือป้องเมื่อป้อนรหัส PIN เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ่านข้อมูลบัตร
- ตรวจเช็คใบแจ้งยอดชำระหรือแจ้งเตือนยอดชำระจากธนาคารอยู่เสมอเพื่อระวังความผิดปกติ
- ใช้ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment) ที่สามารถแตะบัตรจ่ายได้เลยโดยไม่ต้องรูด
- ควรติดตามวงเงินคงเหลืออยู่เสมอ ในกรณีที่วงเงินลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุเพื่อแจ้งธนาคารถึงความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที
- สังเกตเครื่องรูดบัตรและลักษณะการรูดบัตรว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ที่เครื่อง ตัวเครื่องทำจากวัสดุทั่วไป ดูว่าบัตรรูดได้ง่ายไม่แน่นหรือหลวมผิดปกติ
Malware โปรแกรมประสงค์ร้าย
โปรแกรมประสงค์ร้ายคือวิธีการที่มิจฉาชีพใช้ขโมยข้อมูลบัตรเครดิตผ่านการลวงให้ผู้ใช้โหลดแอพหรือกดคลิกลิงก์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น มิจฉาชีพอาจทำทีเป็นองค์กรการกุศล เป็นแอพดูดวงทายนิสัย เป็นโอกาสการลงทุนหรือลุ้นรับโชคของรางวัลใดๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ข้อความไลน์ ข้อความมือถือ เป็นต้น รวมทั้งผ่านการใช้งาน Adware หรือโปรแกรมที่นำเสนอโฆษณาล่อแหลมบนเว็บไซต์ เมื่อผู้ใช้คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นและกรอกข้อมูลสำคัญ มิจฉาชีพจะติดตั้งเจ้าพวกซอฟต์แวร์ตัวร้ายลงบนอุปกรณ์ของผู้ใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญและขโมยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ไปใช้ในทางเสียหาย ทางที่ดีที่สุดในการระมัดระวังภัยและป้องกันสามารถทำได้โดยการ
- คอยอัปเดตระบบอุปกรณ์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
- ใช้โปรแกรม Antivirus ที่เชื่อถือได้เพื่อคอยบล็อกไม่ให้ malware มาติดตั้งอยู่บนเครื่อง
- หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi แปลกหน้าในขณะทำธุรกรรมทางการเงิน
- ใช้รหัสที่คาดเดายากและมีการยืนยันตัวตนแบบ two-factor authentication
ด้าน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) แนะนำ 5 สิ่งต้องทำ หลังโดนมิจฉาชีพแฮกบัตรเครดิต
1. แจ้งธนาคารและอายัดบัตรโดยเร็วที่สุด
เมื่อรู้ว่าถูกแฮกบัตรเครดิตให้รีบติดต่อธนาคาร เพื่ออายัดและยกเลิกบัตรเครดิตใบเดิมให้โดยเร็วที่สุด โดยแจ้งข้อมูลกับธนาคาร เพื่อให้ธนาคารดำเนินการขั้นต่อไป
2. ทำเรื่องขอปฏิเสธยอดค่าใช้จ่าย
แม้ว่าจะอายัดบัตรไปแล้ว แต่ธนาคารก็จะส่งใบเสร็จเรียกเก็บยอดหนี้มา ให้เรายื่นเรื่องขอปฏิเสธที่จะจ่ายหนี้ก้อนนั้น พร้อมบอกเหตุผล โดยธนาคารจะนำข้อมูลเราไปตรวจสอบที่มาของเงินจำนวนนั้นว่ามาจากที่ไหน อย่างไร
3. รอธนาคารเคลียร์ยอดบัตรเครดิต
โดยปกติธนาคารจะใช้เวลาประมาณ 30 วันในการดำเนินการ เพื่อเคลียร์ยอดหนี้ แต่หากมียอดหนี้ที่เราต้องจ่ายค่าบัตรอยู่ ต้องแจ้งให้ธนาคารพักยอดนั้น และสอบถามเรื่องยอดหนี้ที่เราต้องชำระ
4. ขอเปิดบัตรเครดิตใหม่และตั้งแจ้งเตือนยอดค่าใช้จ่าย
เมื่อเคลียร์ยอดหนี้ทั้งหมด เราก็สามารถขอเปิดบัตรเครดิตใหม่ได้ และทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายให้ตั้งค่าการแจ้งเตือนไว้ตลอด
5. ตั้งรหัสผ่านที่เดายาก และจำกัดจำนวนวงเงินที่ใช้
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกแฮกอีก ควรตั้งรหัสผ่านที่เดายาก และจำกัดจำนวนวงเงินที่ใช้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB