รู้จักภาษีทรัมป์ (Reciprocal Tariffs) ชนวนสงครามการค้ากำแพงภาษี ป่วนโลก
รู้จักภาษีทรัมป์ (Reciprocal Tariffs) ชนวนสงครามการค้ากำแพงภาษี ป่วนโลก และจะส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไร
ข้อมูลจาก บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) โดย Pi Knowledge ระบุถึง Reciprocal Tariffs จะส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเป้าไปที่ สงครามการค้า (Trade War) ซึ่งในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ในชื่อ Reciprocal Tariffs เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า Recession หรือภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่?
มาเริ่มที่คำว่า สงครามการค้า คือ สถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการทางการค้าตอบโต้กัน เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า การจำกัดโควตาการส่งออก หรือการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน
ซึ่งในกรณีของสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการเปิดศึกทางการค้ากับหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ ซึ่งหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ใช้คือ Reciprocal Tariffs ซึ่งเป็นมาตรการภาษีแบบ “ตอบโต้เท่าเทียม” กับประเทศคู่ค้า
มาต่อที่ Reciprocal Tariffs คืออะไร
Reciprocal Tax หรือ “ภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม” คือ แนวคิดที่ว่า หากประเทศคู่ค้าของสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตราสูง สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้นในอัตราเดียวกันกลับคืน
ตัวอย่างเช่น : หากยุโรปเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ 10% แต่สหรัฐเก็บเพียง 2.5% ทรัมป์เสนอว่า สหรัฐควรขึ้นภาษีให้เท่ากับ 10% เช่นกัน เพื่อความ “ยุติธรรม” และ “เท่าเทียม”
วิธีการคำนวณ Reciprocal Tarriffs ของทรัมป์เป็นอย่างไร
หลักการคำนวณ Reciprocal Tariffs ของทรัมป์มีพื้นฐานมาจากแนวคิด “ภาษีที่เท่าเทียมกัน” (Equal Tax Treatment) โดยสหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าในอัตราเดียวกับที่ประเทศนั้นเก็บกับสินค้าสหรัฐ
ตัวอย่างเช่น: หากประเทศ A เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐที่ 20% ขณะที่สหรัฐเก็บเพียง 2.5% สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์จากประเทศ A เป็น 20% เช่นเดียวกัน
และเนื่องจากแต่ละประเทศมีโครงสร้างภาษีที่ต่างกัน บางประเทศมีภาษีแฝง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือค่าธรรมเนียมนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งไม่แสดงออกโดยตรงเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้การเทียบเคียงภาษีแบบ "หนึ่งต่อหนึ่ง" อาจเกิดความไม่แม่นยำ และนำไปสู่ข้อพิพาทใน องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) หรือการตอบโต้ทางการค้ารุนแรงขึ้นได้
นอกจากนี้ แม้ว่า หลักการของ Reciprocal Tariffs จะดูเหมือนเน้นแค่การ “จับคู่ภาษีนำเข้าให้เท่ากัน” แต่ ในทางปฏิบัติและเชิงนโยบายของทรัมป์ ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ เช่น จีน เยอรมนี และเม็กซิโก
ทรัมป์มองว่า การที่ สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง (นำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก) แปลว่าสหรัฐ “เสียเปรียบ” ทางการค้า และต้องใช้มาตรการตอบโต้เพื่อกดดันให้ประเทศเหล่านั้น ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ หรือเปิดตลาดให้กว้างขึ้น
นอกจากจะดูว่าแต่ละประเทศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐในอัตราเท่าไหร่แล้ว ทรัมป์ยังนำ ตัวเลขดุลการค้าแบบทวิภาคี (Bilateral Trade Deficit) มาใช้เป็น “เหตุผล” หรือ “ข้ออ้าง” สำหรับขึ้นภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ เพื่อพยายามให้เกิดความสมดุลในการค้าระหว่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น : หากประเทศ B มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐปีละ 50,000 ล้านดอลลาร์ ทรัมป์อาจพุ่งเป้าขึ้นภาษีกับสินค้าจากประเทศ B มากกว่าประเทศอื่น แม้จะมีโครงสร้างภาษีเดิมใกล้เคียงกัน
สรุป Reciprocal Tariffs ใช้ 2 องค์ประกอบมาคำนวณ คือ
- อัตราภาษีนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้า ที่เรียกเก็บกับสหรัฐการ
- ขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศคู่ค้า
ดังนั้น Reciprocal Tariffs จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเท่าเทียมทางการค้า” แต่ยังสะท้อนแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Nationalism) และมุ่งลดการขาดดุลการค้าเป็นเป้าหมายสำคัญ
Reciprocal Tariffs ส่งผลอย่างไรต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบของ Reciprocal Tariffs ไม่ได้จำกัดแค่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐ แต่แผ่ขยายสู่ระบบเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ เช่น
- ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น: ผู้ผลิตต้องจ่ายภาษีมากขึ้น สินค้าราคาแพงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น: ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ
- ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สะดุด: บริษัทข้ามชาติต้องปรับตัวต่อภาษีใหม่ ทำให้กระบวนการผลิตซับซ้อนขึ้น
- ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง: ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าทำให้เกิดความกังวลในตลาดทุน จะเห็นได้จากหลังจากมีการประกาศนโยบาย Reciprocal Tariffs ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ตอบรับด้วยแรงเทขาย ที่ทำให้ตลาดหุ้นดิ่งอย่างหนัก
- แนวโน้มในการลดอัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบด้านบน ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าโลกอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (Recession) ทำให้คาดการณ์ได้ว่า ธนาคารกลางของหลายประเทศน่าจะมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้นนโยบายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ลดภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง
ทำไมถึงมีการคาดการณ์ว่า Reciprocal Tax จะทำให้เกิด Recession?
การปรับภาษีแบบ Reciprocal Tax อาจดูเป็นมาตรการปกป้องผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะ Recession (เศรษฐกิจถดถอย) ได้ เนื่องจาก
- การบริโภคและการลงทุนลดลง เพราะต้นทุนสูงขึ้น
- การค้าระหว่างประเทศลดลง ซึ่งส่งผลให้ GDP หดตัว
- ตลาดหุ้นผันผวน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนสั่นคลอน
- บริษัทลดการจ้างงาน ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่ม
- หากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ อาจลุกลามกลายเป็น Stagflation หรือ Economic Crisis ได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม บล.พาย มองว่า สัปดาห์นี้รอติดตามเจรจาการค้าไทยกับสหรัฐฯ รวมไปถึงอีกหลายประเทศ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้จะกระทบกับนิคมอุตสาหกรรมและส่งออก โดยนักลงทุนจะไปให้น้ำหนักกับเส้นตายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯกับนานาประเทศ ตามกำหนดการจะแล้วเสร็จในวันที่ 9 ก.ค. ประเทศที่สามารถตกลงการค้ากับสหรัฐฯได้ประกอบไปด้วย จีน เวียดนาม อังกฤษ ข้อมูลล่าสุดสหรัฐฯระบุว่าบางประเทศอาจเผชิญภาษีนำเข้าเพียง 10% และบางประเทศก็อาจสูงถึง 70%
ด้าน นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงในวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยระบุว่าการเจรจากับสหรัฐฯเป็นไปได้ด้วยดี โดยได้พูดคุยกับทั้งฝั่งรัฐบาลและเอกชนแต่ข้อเสนอที่ทางไทยเสนอให้กับสหรัฐฯอาจยังไม่ตรงกับความต้องการจึงต้องกลับมาทำข้อเสนอให้กับสหรัฐฯใหม่ โดยสรุปก็คือยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงรอบสุดท้ายได้ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Team Thailand ได้ระบุว่าจะเจรจาให้ทันก่อนวันที่ 9 ก.ค. คาดหวังให้ภาษีต่ำกว่าระดับ 18% ฝั่งสหรัฐฯ ก็ได้ ระบุว่า ในวันจันทร์นี้จะเตรียมส่งจดหมายให้แต่ละประเทศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเท่าใด
บริษัท หลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)
จับตาเจรจาการค้าเร่งปิดดีล ก่อน 9 ก.ค.ลุ้นเคาะภาษีต่ำกว่า 18% ช่วยหนุนหุ้นนิคม/ส่งออก กลยุทธ์แนะลดพอร์ตรอผล เลือกหุ้น Defensive
บล.พาย ประเมินความน่าจะเป็นของภาษีแบ่งออกเป็นดังนี้
- กรณีดีที่สุดไทยอาจเผชิญกับภาษีนำเข้าในระดับ 10% กรณีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2% และ SET INDEX มีโอกาสตอบรับเชิงบวกนำและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมกับส่งออกจะได้ผลบวกจากปัจจัยข้างต้น (แต่เชื่อว่าโอกาสน้อย)
- กรณีกลางๆ กล่าวคือไทยเผชิญภาษีนำเข้าในช่วง 15-25% เศรษฐกิจไทยน่าจะพอเติบโตได้ในช่วง 1-1.5% SET INDEX อาจตอบรับเชิงบวกระยะสั้นๆและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมกับส่งออกอาจได้รับผลกระทบแต่ยังไม่มากเท่าใดนักโดยให้โอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด
- กรณีเผชิญภาษีนำเข้า 30% ขึ้นไป หากกรณีเช่นนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.3% และ SET INDEX มีโอกาสตอบรับเชิงลบมีโอกาสทดสอบระดับ Low เดิมที่ 1050 สร้างแรงกดดันต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและส่งออก
สำหรับเวียดนามนั้นสินค้าส่งออกหลักๆไปยังสหรัฐฯได้แก่อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์เกี่ยวกับนิวเคลียร์ ซึ่งจากการประเมินแล้วกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสเผชิญผลกระทบมากที่สุด ถัดมาจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม สัปดาห์นี้รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจประกอบไปด้วยเงินเฟ้อไทยในวันจันทร์ Bloomberg Consensus คาดการณ์ -0.1%YoY
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1070 – 1140 เชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจลดพอร์ตการลงทุนเพื่อรอดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับนานาประเทศรวมถึงไทยหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้จะเป็นความเสี่ยงกับเศรษฐกิจโลกและไทย แต่หากรับความเสี่ยงได้ระยะสั้นอาจเลือกกลุ่ม Defensive อาทิ โรงพยาบาล (BDMS) หุ้นที่อิงกับต่างประเทศ (MINT) สื่อสาร (ADVANC INTUCH)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB