Molly Ally ไอศกรีมจากพืช พร้อมโกอินเตอร์ปั้นแบรนด์ระดับโลก
Molly Ally ไอศกรีมจากพืชหลากชนิด (Plant-based Ice Cream) คว้ารางวัลชนะเลิศ โครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program วางแผนโกอินเตอร์ควบคู่ขยายสาขาในประเทศ ภายใน 5 ปี
Molly Ally ไอศกรีมจากพืชหลากชนิด (Plant-based Ice Cream) คว้ารางวัลชนะเลิศ โครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program ซึ่งจัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program
เพื่อผลักดันผู้ประกอบการด้านอาหารรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมให้มีศักยภาพแข่งขัน เพิ่มคุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์ไทย และยกระดับมาตรฐานสู่เวทีสากล
โดย Molly Ally เป็นของบริษัท มอลลี่ อัลลี่ จำกัด ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจของ 3 ผู้ร่วมทุนประกอบด้วย กานต์ชนิต บุบผาชื่น และ โชติมา มีมุ่งธรรม และเพื่อนอีก 1 คน ที่ตั้งใจทำไอศกรีมแพลนต์เบสแบรนด์ Molly Ally สูตรพิเศษจากพืชหลายชนิด ละมุน เนื้อสัมผัสและรสชาติเหมือนไอศกรีมจากนมวัว ไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำตาลต่ำ มีรสชาติให้เลือกมากมาย ให้ทุกคนที่ชื่นชอบการทานไอศกรีมไม่ต้องความกังวลเรื่องแคลอรี่และสุขภาพ
กานต์ชนิต บุบผาชื่น กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ Molly Ally ไอศกรีมเป็นของหวานที่หลายคนชื่นชอบ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทานได้อย่างสบายใจ เนื่องจากกังวลเรื่องแคลอรี่และความไม่เฮลตี้ นี่จึงเป็นที่มาของ “Molly Ally” ไอศกรีมแพลนต์เบสจากพืช (Plant-based Ice Cream) ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังศึกษาปริญญาโท ทีมงานได้ทำการวิจัยและทดลองด้าน Business Feasibility อย่างจริงจัง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยแนะนำและช่วยพัฒนาให้โปรเจกต์มีความสมบูรณ์ จนสามารถพิสูจน์ได้ว่าตลาด Plant-based มีอยู่จริงและมีศักยภาพในการเติบโต จึงถูกส่งเข้าร่วมประกวดในเวที New Venture Champion 2021 (NVC) การแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลกที่จัดโดย Lundquist College of Business, University of Oregon ประเทศสหรัฐอเมริกา มีมหาวิทยาลัยกว่า 75 แห่งจากทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งทีมสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ และต่อยอดสู่การเป็นธุรกิจจริงในปัจจุบัน ภายใต้แบรนด์ Molly Ally
คอนเซ็ปต์ของ Molly Ally คือการทำให้รสชาติอร่อย เข้มข้น และครีมมี่เหมือนกับการกินไอศกรีมนมวัว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดีต่อสุขภาพ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังเลือกใช้ความหวานจากน้ำตาลช่อดอกมะพร้าวซึ่งเป็น Low GI ให้แคลอรี่น้อยกว่าน้ำตาลทั่วไปเกินครึ่ง ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังเป็นสูตรวีแกนอีกด้วย และได้ใส่ใจความยั่งยืนโดยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“ส่วนวัตถุดิบก็มีการรับตรงจากสวนออร์แกนิกของเกษตรกร Molly Ally จึงเป็นไอศกรีมไม่เพียงดีต่อร่างกาย แต่ยังดีต่อโลกด้วยปัจจุบัน Molly Ally มีมากกว่า 50 รสชาติ เพื่อให้ลูกค้าได้ลองรสชาติที่หลากหลาย หน้าร้านทั้ง 6 สาขาจะมีรสชาติหมุนเวียนแตกต่างกันไป บางสาขามีให้เลือก 20 รสชาติ บางสาขามี 10 รสชาติ ทำให้ทุกครั้งที่มา ลูกค้าจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และ Molly Ally จะสามารถขยายตลาด ไม่ใช่แค่กลุ่ม Plant-based แต่คือกลุ่ม Health-conscious ที่ทุกคนสามารถเข้ามาทานได้เหมือนร้านขนมหวานในเวอร์ชันเฮลตี้” กานต์ชนิต กล่าว
โชติมา มีมุ่งธรรม กล่าวว่า ช่วงที่เริ่มทำไอศกรีมแพลนต์เบส ตลาดแพลนต์เบสในไทยกระแสยังไม่ได้บูมมากนัก แต่หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งปี เทรนด์ก็เริ่มชัดเจนขึ้น และตรงกับช่วงที่กำลังเปิดตัวพอดี ทำให้ Molly Ally กลายเป็นเหมือนสปริงบอร์ดที่เข้าจังหวะพอดี จริง ๆ และทำการรีเสิร์ชอย่างจริงจังทำให้มั่นใจว่าเทรนด์แพลนต์เบสและการดูแลสุขภาพจะเติบโตแน่นอน สิ่งที่คิดต่อคือ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ใช่แค่อาหารสุขภาพ ที่กินแบบฝืนใจ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้คนมีความสุขกับการกินได้ อร่อย เอนจอย และยังดูแลตัวเองไปพร้อมกันได้
โชติมา กล่าวถึงวัตถุดิบที่เป็นนม ซึ่งได้เลือกใช้นมจากพืชหลากหลายประเภท เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ โอ๊ตมิลค์ ซอยมิลค์ รวมถึงนมมะพร้าวและนมข้าว เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกสำหรับผู้ที่แพ้นมบางชนิดหรือมีข้อจำกัดด้านอาหาร เนื่องจากความหลากหลายของลูกค้า ทั้งผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและมีความกังวลด้านโภชนาการแตกต่างกัน บริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม และในแต่ละรสชาติไอศกรีม จะมีข้อมูลโภชนาการ เช่น แคลอรี่ โปรตีน และน้ำตาล พร้อมทั้งผ่านการตรวจสอบคุณภาพและโภชนาการจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน FCA ทำให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
ไอศกรีมเพื่อสุขภาพที่มีเพิ่มขึ้นในตลาด โชติมา มีมุมมองว่า แม้ในปัจจุบันจะมีแบรนด์ไอศกรีมเพื่อสุขภาพอื่น ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ยังคงมองว่าไม่ใช่การแข่งขันโดยตรง เพราะเป้าหมายของเราคือการเป็นทางเลือกที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ทำให้ลูกค้าสามารถบริโภคได้อย่างไม่รู้สึกว่ามีความแตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ผ่านความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทุก ๆ รสชาติ ซึ่งการได้เข้าร่วมโครฃการกับ NIA ทำยิ่งทำให้เห็นโอกาสในการสร้างที่ยืนและแข่งขันกับแบรนด์ต่างประเทศได้
สำหรับรางวัลที่ได้รับในโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยในการทำแผนขยายตลาด และการทดลองตลาดในต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่วางแผนไว้คือ สิงคโปร์ ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งด้านระยะทางในการขนส่งไอศกรีมและความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพและมีความสนใจในผลิตภัณฑ์แพลนต์เบส ทำให้สามารถทดลองตลาดและเก็บข้อมูลเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตลาดต่อไปอย่าง ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างแบรนด์ระดับโลก โดยคาดว่าภายใน 5 ปี ธุรกิจจะสามารถเติบโตมีรายได้ประมาณ 190 ล้านบาทต่อปี
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวในพิธีเปิดงานว่า วันนี้เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมอาหารไทยทั้ง 10 บริษัท ที่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านอาหาร แต่เป็นการยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB