ดัชนีความสุขคนทำงานไทยอยู่ที่ 67% รั้งอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก
Jobsdb by SEEK เปิด ดัชนีความสุขคนทำงานไทยอยู่ที่ 67% รั้งอันดับ 3 ในเอเชียแปซิฟิก โดยพบว่าแต่ละเจนเนอเรชันมีความสุขแตกต่างกัน
Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ประเทศไทย เผยผลสำรวจ Workplace Happiness Report ประจำปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คนในประเทศไทย พบว่า คนทำงานชาวไทยมีระดับความสุข
โดยรวมอยู่ที่ 67% อยู่ในอันดับสามรองจากอินโดนีเซีย (82%) และฟิลิปปินส์ (77%) ในขณะที่สิงคโปร์ (56%) และ ฮ่องกง (47%) มีระดับความสุขที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขความสุขในภาพรวมของไทยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ 45% ยังรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหมดไฟ
ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า จากรายงานของ Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พนักงานที่มีความสุขในการทำงานนั้น มีแนวโน้มที่จะทุ่มเทและทำงานเกินความคาดหวังสูงถึง 86% ขณะที่พนักงานที่ไม่มีความสุขในการทำงานจะมีสัดส่วนเพียง 54% เท่านั้น
ข้อมูลนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าความสุขในงานที่ทำจะเป็นตัวแปรหลักที่มีผลต่อแรงจูงใจและการขับเคลื่อนองค์กร
นอกจากนี้ พนักงานที่มีความสุขยังมักจะแนะนำองค์กรต่อผู้อื่นมากกว่าพนักงานที่ไม่มีความสุขถึง 35% แสดงให้เห็นว่าความสุขในที่ทำงานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผ่านตัวพนักงานเองได้อีกด้วย
และแม้ว่าค่าตอบแทนจะเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่ดึงดูดคนเก่งเข้ามาร่วมงาน แต่การสร้างคุณค่าของผลงานและความรู้สึกว่างานที่ทำนั้นได้รับการยอมรับ ตลอดจนถึงการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พนักงานผูกพันและช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
และจากรายงาน Workplace Happiness Report ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการสร้างความสุขในที่ทำงานยุคใหม่คือ การบริหารจัดการสมดุลระหว่างสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญกับสิ่งที่พนักงานได้รับในชีวิตจริง โดยปัจจุบันคนทำงานไทยมีระดับความสุขกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
- 70% มีระดับความสุขกับโลเคชันสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
- 66% มีระดับความสุขกับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ
- 65% มีระดับความสุขกับหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน
- 64% มีระดับความสุขกับเพื่อนร่วมงานและรู้สึกมีเป้าหมายในงานที่ทำ
- 63% มีระดับความสุขกับความมั่นคงในอาชีพการงาน
เจาะลึกความสุขต่างเจเนอเรชัน
รายงานฉบับนี้จาก Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการและปัจจัยที่สร้างความสุขของคนทำงานแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
Gen Z (อายุ 18-29 ปี) : คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด (59%) และรู้สึกหมดไฟสูงสุดถึง (51%) เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างความสุขให้กับคนกลุ่มนี้คือ ทีม/เพื่อนร่วมงาน (61%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (70%) การสนับสนุนจากหัวหน้างานและบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่
Millennials (อายุ 30-44 ปี) : คนกลุ่มนี้มีระดับความสุขอยู่ที่ 67% โดยมักถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีภาระความรับผิดชอบจากการดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน ความสุขของคนกลุ่มนี้จึงขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (67%) และ เป้าหมายในการทำงาน (62%) ดังนั้นองค์กรที่มอบรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจึงมีแต้มต่อในการรักษาคนกลุ่มนี้ไว้ได้ในระยะยาว
Gen X (อายุ 45-59 ปี) : มีระดับความสุขอยู่ที่ 72% เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความก้าวหน้าในอาชีพและมีฐานรายได้สูงที่สุด ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนความสุขคือ หน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละวัน (69%) และ โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา (65%) แม้ว่าจะอยู่ในระดับผู้บริหาร แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการยอมรับในผลงานและเงินเดือนที่สอดคล้องกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
Baby Boomers (อายุ 60-64 ปี) : เป็นกลุ่มที่มีความสุขในการทำงานสูงที่สุดถึง 75% และรู้สึกหมดไฟน้อยที่สุด เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายของการทำงาน จึงมีความผูกพันกับองค์กรสูงและมีแนวโน้มที่จะทำงานต่อกับองค์กรเดิมมากที่สุด โดยปัจจัยหลักที่ให้ความสำคัญคือ ความพึงพอใจในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน สมดุลชีวิตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีความต้องการเปลี่ยนงานเพียง 33% เท่านั้น
ความสุขของคนทำงานในไทย เริ่มจาก 3 ปัจจัยนี้
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสุขในการทำงานของพนักงานไทย ได้แก่ งานที่มีเป้าหมายและน่าสนใจ ภาระงานที่สามารถจัดการได้ และโอกาสในการเติบโตที่ชัดเจน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB