คนไทยคิดหนัก เรื่องมีลูก เลี้ยงจนกว่าจะโต ใช้เงินเท่าไหร่?
เหตุผลที่ คนไทยคิดหนัก เรื่องมีลูก จากบทสนทนาในครอบครัว สู่โจทย์ระดับชาติ พร้อมเปิดค่าใช้จ่าย เลี้ยงจนกว่าจะโต ใช้เงินเท่าไหร่
เรามีลูกกันสักคนดีไหม? จากบทสนทนาในครอบครัว สู่โจทย์ระดับชาติ เมื่อพบว่าคนไทย “คิดหนัก” เรื่องมีลูก เด็กเกิดน้อย คนชราเพิ่ม คนวัยแรงงานวันนี้กำลังร่วงโรย ไปตามอายุขัย ระบบแรงงานที่เปลี่ยนไป ใครจะจ่ายภาษี? และ ใครจะดูแลระบบสุขภาพและบำนาญ? สราลี วงษ์เงิน Economist, Bnomics จากธนาคารกรุงเทพชวนคิด นี่ไม่ใช่แค่ “เทรนด์” แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังเกิดขึ้นจริง
ไทยกำลังเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร”
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 3.3% ปี 2568 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 4.2 แสนคน ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และลดลงเกือบ 10% จากปีก่อน ขณะที่ อัตราการเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของไทยอยู่ที่ 1.21 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ลดลงมากจาก 5.45 คน ในปี 2513 และต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน อย่างมาก
สะท้อนว่าในระยะยาว คนรุ่นใหม่จะมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะทดแทนคนรุ่นเดิมได้ ประเทศไทยจึงผ่านจุดสูงสุดของจำนวนประชากรไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วง “ขาลง” ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี Ultra-low fertility ซึ่งหมายถึง TFR ต่ำกว่า 1.4 ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้หลายประเทศกังวล เพราะประชากรวัยแรงงานจะหดตัวเร็วมาก
เมื่อ “การมีลูกช้า” หรือ “ไม่มีลูก” กลายเป็นเรื่องปกติ
ในอดีต ผู้หญิงไทยมีลูกมากที่สุดช่วงอายุ 20–24 ปี แต่ปัจจุบัน ช่วงอายุที่มีลูกมากที่สุดคือ 25–29 ปี และรองลงมาคือ 30–34 ปี ซึ่งการเลื่อนอายุการมีลูกนี้มีผลมากในทางประชากรศาสตร์ เพราะยิ่งเลื่อนอายุมีลูกออกไป โอกาสมีลูกก็ยิ่งลดลงตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนจึงไม่ได้ “ไม่อยากมีลูก” แต่กลายเป็น ตั้งใจจะมี แต่มีไม่ทัน หรือ มีน้อยกว่าที่ตั้งใจ
ทำไมคนไทยมีลูกน้อยลง
1.การมีลูก คือ ภาระระยะยาว เลี้ยงลูก 1 คนใช้เงินเท่าไหร่ เป็นคำถามที่เข้ามาอยู่ในแผนการมีลูก ซึ่งในในภาวะที่เศรษฐกิจไม่สู้ดี งานไม่มั่นคง และค่าครองชีพสูง คนจำนวนมากจึงเลื่อนการตัดสินใจที่ผูกมัดระยะยาวและย้อนกลับไม่ได้อย่างเช่นการมีลูกออกไปก่อน และให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางชีวิตก่อนการสร้างครอบครัว
2. ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก่อนมีลูก การศึกษาจาก UN พบว่า หากการซื้อหรือเช่าบ้านทำได้ยาก ครอบครัวจำนวนมากมักเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการมีลูก ตัวอย่างเช่น ประเทศที่การเข้าถึงที่อยู่อาศัยยากอย่างฮ่องกง และเกาหลีใต้ ล้วนมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก
3. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา พ่อแม่จำนวนมากจึงรู้สึกว่าต้อง “ลงทุนกับลูก” ตั้งแต่เล็ก ทั้งค่าเรียน กิจกรรมเสริม ภาษา และทักษะต่างๆ ผลที่ตามมาคือ ครอบครัวจำนวนมากเลือกมีลูกน้อยลง เพื่อทุ่มทรัพยากรให้ลูกแต่ละคนเต็มที่ สิ่งนี้เรียกว่า quality–quantity trade-off
รูปแบบครอบครัวกำลังเปลี่ยน
ครอบครัวที่อยู่คนเดียว SINK (Single Income No Kid) และครอบครัวที่ไม่มีบุตร DINK (Double Income No Kid) กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนค่านิยมในสังคม ผู้คนให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคล ความเป็นปัจเจก และการเติมเต็มชีวิตของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่ยึดครอบครัว หน้าที่ และบรรทัดฐานทางสถาบัน
การมีบุตร = ค่าเสียโอกาส
ปัจจุบันผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาและงานมากขึ้น แต่ในหลายครอบครัว ภาระดูแลบ้านและลูกยังตกอยู่กับผู้หญิงเป็นหลัก เกิดสิ่งที่เรียกว่า Incomplete gender revolution คือ ผู้หญิงทำงานนอกบ้าน แล้วยังต้องทำงานบ้าน ทำให้เหมือนมี ภาระสองเท่า อีกทั้งนโยบายในที่ทำงาน ยังไม่เอื้อต่อการมีบุตร หรืออาจฉุดรั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการมีลูกสูงขึ้น และนำไปสู่การมีลูกน้อยลง
โลกที่ไม่แน่นอน
ทั้งโรคระบาด ภัยพิบัติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บางครอบครัวรู้สึกว่า “อนาคตไม่นิ่งพอที่จะพาเด็กคนหนึ่งมาเริ่มชีวิต”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนประชากรวัยแรงงานของไทย (ช่วงอายุ 15-59 ปี) จะลดลงจาก 62% เหลือเพียง 57% หรือหายไปประมาณ 3.6 ล้านคน
- เศรษฐกิจอาจเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
- ทั้งการขาดแคลนแรงงาน
- การบริโภคและการลงทุนที่ชะลอลง
- รวมถึงภาระงบประมาณสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีแคบลง
- ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
สราลี สรุปไว้ว่า ภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ ไม่ใช่แค่ปัญหาเพราะคน “ไม่อยากมีลูก” แต่สะท้อนว่า ระบบเศรษฐกิจและสังคมกำลังมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ผู้คนมีลูกได้น้อยกว่าที่ต้องการจริงๆ ดังนั้น ทางแก้ไม่ใช่การกดดันให้คนมีลูก แต่คือการ “ปลดข้อจำกัด” ตั้งแต่ มีงานที่มั่นคง มีบ้านที่เข้าถึงได้ ลดต้นทุนการเลี้ยงดูและการศึกษา สามารถทำงานพร้อมสร้างครอบครัวได้ ลดค่าเสียโอกาสของผู้หญิง ลดการเลือกปฏิบัติต่อพ่อแม่ในที่ทำงาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คน “กล้า” ที่จะมีลูกมากขึ้น
ที่นี่กลับมาที่คำถามว่า มีลูก 1 คน ใช้เงินเท่าไหร่?
ข้อมูลจาก MAKE by KBank ระบุว่า การมีลูก 1 คนอาจใช้เงินมากถึง 2-6 ล้าน บาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากอย่าง ตั้งแต่ ทำเลที่อยู่อาศัย โรงเรียนที่เลือก และไลฟ์สไตล์ของครอบครัว
นอกจากนี้ ยังมี ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น
- ค่าเรียนเสริม เช่น ภาษาอังกฤษ ดนตรี กีฬา หรือศิลปะ ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเด็ก ค่าใช้จ่ายนี้อาจอยู่ที่เดือนละ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนและคุณภาพของคอร์ส
- ค่าเสื้อผ้า เช่น ชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า รวมถึงเสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กกำลังโตที่มักต้องเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้าใหม่แทบทุกปี โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้มักจะตกอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นต่อปี
โดยค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูกแต่ละช่วงวัย อายุเท่าไหร่ต้องจ่ายอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูกในช่วงตั้งครรภ์จนถึงแรกเกิด
- ค่าฝากครรภ์และคลอด ในโรงพยาบาลรัฐอยู่ที่ประมาณ 15,000-30,000 บาท ส่วนโรงพยาบาลเอกชนอาจสูงถึง 80,000-150,000 บาท ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและห้องที่เลือก
- นมผงและของใช้เด็กอ่อน นมผงคุณภาพดีราคาประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อกระป๋อง ผ้าอ้อมเดือนละ 2,000-3,000 บาท รวมถึงเสื้อผ้า ขวดนม และอุปกรณ์อาบน้ำสำหรับเด็ก
- อุปกรณ์เด็กจำเป็น รถเข็นเด็ก เปลเด็ก คาร์ซีท และเครื่องใช้ต่างๆ รวมกันอยู่ที่ประมาณ 50,000-100,000 บาท สำหรับของคุณภาพดี
ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูกในช่วงวัยเรียน
- ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายการศึกษา โรงเรียนรัฐประมาณปีละ 15,000-25,000 บาท รวมค่าอาหารกลางวันและกิจกรรม ส่วนโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ 50,000-200,000 บาทต่อปี และโรงเรียนนานาชาติสูงถึง 300,000-800,000 บาทต่อปี
- อุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบ ปีละประมาณ 10,000-20,000 บาท รวม เครื่องเขียน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์สำหรับเรียนออนไลน์
- กิจกรรมเสริมและค่าเดินทาง ค่าส่งโรงเรียน กิจกรรมนอกหลักสูตร และการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา รวมกันเดือนละ 5,000-15,000 บาท
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเลี้ยงลูก
- ค่ารักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี วัคซีน และการรักษาเมื่อป่วย ปีละประมาณ 20,000-50,000 บาท แต่หากมีประกันสุขภาพจะช่วยลดภาระได้
- ของเล่นและ Gadget เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์ เกม และของเล่นไฮเทค ปีละ 15,000-40,000 บาท
- ค่าอาหารที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวจะมีค่าอาหารเพิ่มขึ้นเดือนละ 3,000-8,000 บาท ขึ้นอยู่กับการเลือกซื้ออาหารออร์แกนิกหรืออาหารพิเศษ
- ค่าท่องเที่ยวครอบครัว การพาลูกเที่ยวเพื่อเพิ่มประสบการณ์ ปีละ 50,000-150,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าประกันการศึกษา ค่าประกันชีวิตลูก และเงินสำรองฉุกเฉินที่ควรเตรียมไว้
สรุปยอด เลี้ยงลูก 1 คนถึงอายุ 20 ปี ใช้เงินเท่าไหร่
โดยรวมแล้ว หากเลี้ยงลูกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 20 ปี อาจใช้เงินรวม 2 – 6 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับฐานะและไลฟ์สไตล์ของครอบครัว เช่น
- ครอบครัวรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ควรเตรียมงบประมาณประมาณ 2-3 ล้านบาท โดยเน้นโรงเรียนรัฐ กิจกรรมเสริมพื้นฐาน
- ครอบครัวรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ควรเตรียมงบประมาณ 3-5 ล้านบาท สามารถเลือกโรงเรียนเอกชนได้ มีกิจกรรมเสริมหลากหลาย
- ครอบครัวรายได้เกิน 100,000 บาทต่อเดือน อาจใช้งบประมาณ 5-6 ล้านบาทขึ้นไป รวมโรงเรียนนานาชาติและกิจกรรมพิเศษต่างๆ
สิ่งสำคัญคือค่าใช้จ่ายนี้ไม่ได้รวม "ค่าโอกาส" (Opportunity Cost) ที่พ่อแม่อาจเสียไป เช่น การลดชั่วโมงทำงาน หรือการเลื่อนการลงทุนในเรื่องอื่นๆ ดังนั้น เวลาคนถามว่า เลี้ยงลูก 1 คน ใช้เงินเท่าไหร่ คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับการเลือกของครอบครัว” แต่ก็ต้องมีการวางแผนทางการเงินมากกว่าที่ประเมินไว้ดเสมอ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB