“Audemars Piguet” กับดีไซน์เหนือกาลเวลาของ “Royal Oak” ที่โลกอยากครอบครอง
ย้อนตำนาน 150 ปี “Audemars Piguet” เจาะลึกนาฬิกาหรูระดับไอคอนิก “Royal Oak” กับความแปลกที่โลกเคยเมิน แต่วันนี้ทุกคนต้องการครอบครอง
ประวัติศาสตร์ของ “Audemars Piguet” (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) หรือ “AP” คือเรื่องราวกว่า 150 ปีของธุรกิจครอบครัวที่กล้าท้าทายทั้งวงการนาฬิกา ซึ่งเริ่มต้นขึ้นที่ เลอ บราส์ซูส์ (Le Brassus) หมู่บ้านเล็ก ๆ ใจกลางหุบเขาจูซ์ (Vallée de Joux) ของสวิตเซอร์แลนด์
หุบเขาจูซ์มักถูกเรียกว่า “แหล่งกำเนิดของนาฬิกาชั้นสูง” (Cradle of Haute Horlogerie) ภูมิภาคที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 1,000 เมตร ทำให้ชาวบ้านต้องหาอาชีพเสริมเพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้ายที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้
และอาชีพเสริมนั้นคือ “ช่างนาฬิกา”
ในช่วงศตวรรษที่ 18 ชาวบ้านได้ก่อตั้งเครือข่ายช่างฝีมือที่เรียกว่า “établissage” ขึ้นมา ซึ่งช่างฝีมือจากแต่ละบ้านจะผลิตชิ้นส่วนนาฬิกาที่แตกต่างกัน และส่งไปให้ “ผู้ประสานงาน” เพื่อประกอบเป็นนาฬิกา โดยมี “ตระกูลโอเดอมาร์ส” และ “ตระกูลปิเกต์” เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายนี้มาหลายชั่วอายุคน
ยุควิกฤตอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
AP กำเนิดขึ้นในช่วงวิกฤตของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส จากการไหลเข้ามาในตลาดของนาฬิกาอเมริกันที่เน้นผลิตในเชิงอุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
“จูลส์ หลุยส์ โอเดอมาร์ส” ทายาทตระกูลโอเดอมาร์ส เริ่มก่อตั้งเวิร์กชอปของเขาในปี 1875 โดยเชี่ยวชาญในการผลิตกลไกนาฬิกาที่ซับซ้อน ก่อนที่ในปี 1881 เพื่อนสมัยเด็กของเขา “เอ็ดเวิร์ด ออกุสต์ ปิเกต์” ทายาทตระกูลปิเกต์ ได้เข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนอย่างเป็นทางการ และกลายเป็น “Audemars Piguet”
ตั้งแต่ยุคแรก สองผู้ก่อตั้งมุ่งเน้นไปที่นาฬิกาทำมือแบบชิ้นเดียวที่ไม่ซ้ำใคร โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายช่างฝีมือในท้องถิ่น ความสำเร็จในช่วงแรกของพวกเขาโดดเด่นด้วยความก้าวหน้าทางเทคนิค เช่น การผลิตนาฬิกาแบบ Minute Repeater ขนาด 18 มม. ในปี 1889
Minute Repeater คือ กลไกนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูง สามารถส่งเสียงบอกเวลาได้ โดยจะตีเสียงบอกเป็น ชั่วโมง ควอเตอร์ (15 นาที) และนาที ตามแต่ที่เราต้องการ ถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ยากที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกนาฬิกา
ขณะที่ในปี 1892 แบรนด์ได้สร้างนาฬิกาข้อมือแบบ Minute Repeater เรือนแรกของโลกขึ้นมาได้สำเร็จ
นอกจากนี้ AP ยังเป็นที่รู้จักจากการสร้าง “L'Universelle” เสร็จสมบูรณ์ในปี 1899 ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยมีฟังก์ชันถึง 26 ฟังก์ชัน และคิดดูว่าในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้ก้าวหน้าขนาดนั้น การมีนาฬิกาที่มีฟังก์ชันหลากหลายนี้ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก!
ยุคก่อตั้งสิ้นสุดลงด้วยการเสียชีวิตของผู้ก่อตั้งในปี 1918 และ 1919 โดยส่งต่อกิจการให้กับบุตรชายของพวกเขา คือ พอล หลุยส์ โอเดอมาร์ส และพอล เอ็ดเวิร์ด ปิเกต์
ทายาท AP รุ่นที่สองเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในปี 1929 ซึ่งทำให้ชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของพวกเขา พากันล้มละลายและไม่มีเงินจะมาซื้อนาฬิกาสุดหรู ส่งผลให้แบรนด์ขาดทุนติดต่อกัน 15 ปี
ในช่วงเวลานี้ ยอดขายนาฬิกาของ AP ลดลงเหลือไม่ถึง 50 เรือนต่อปีระหว่างปี 1931 ถึง 1935
ถึงแม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ แต่บริษัทยังคงคิดค้นนวัตกรรมด้านการย่อขนาดและการออกแบบที่บางเฉียบ โดยผลิตกลไกนาฬิกาพกที่บางที่สุดในโลกในปี 1925 และนาฬิกาพกแบบโครงสร้างโปร่งเรือนแรกในปี 1934
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคของ AP ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นตัวและขยายตัว ภายใต้การนำของ ฌาคส์-หลุยส์ โอเดอมาร์ส ทายาทรุ่นที่ 3
ในปี 1951 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนจากการผลิตนาฬิกาแบบชิ้นเดียวที่ไม่ซ้ำใคร มาเป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัดและกำหนดหมายเลขรุ่น
ผลิตภัณฑ์สำคัญในยุคนี้ ได้แก่ นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่มีปฏิทินถาวรพร้อมการแสดงปีอธิกสุรทินในปี 1955
วิกฤตการณ์ควอตซ์และกำเนิด “Royal Oak”
ช่วงทศวรรษ 1970 โลกเกิด “วิกฤตการณ์ควอตซ์” (Quartz Crisis) ซึ่งคุกคามการอยู่รอดของอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาเชิงกล เมื่อนาฬิกาควอตซ์ที่ใช้แบตเตอรี่ (โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น) มีความแม่นยำสูงและราคาถูกกว่านาฬิกากลไกสวิสอย่างมาก
อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกือบล่มสลาย ส่งผลให้หลายแบรนด์ต้องปิดตัวลง หรือไม่ก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ภายใต้การนำของซีอีโอในเวลานั้นอย่าง จอร์จส์ โกเลย์ ซีอีโอ AP ตัดสินใจเสี่ยงครั้งใหญ่ในปี 1972 ด้วยการเปิดตัว “รอยัลโอ๊ก” (Royal Oak) ซึ่งออกแบบโดย “เฌอรัลด์ เจนตา” โดยใช้เวลาเพียงคืนเดียว
ในฐานะนาฬิกาสปอร์ตหรูเรือนแรกของโลกที่ทำจากสแตนเลสสตีล ในตอนแรกมันเป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากราคาสูง สูงกว่านาฬิกาทองคำหลายเรือนเสียอีก และขอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยมที่แปลกตารวมถึงสกรูว์ที่มองเห็นได้
เจนตาเป็นนักออกแบบชาวอิตาลี มาร่วมงานกับ AP ช่วงปี 1960 และได้รับประสบการณ์ล้ำค่ามากมายจากบริษัท จนในเวลาต่อมาเขาได้รับฉายาว่า “ปิกัสโซแห่งวงการนาฬิกา”
เจนตาเล่าว่า ในปี 1970 เขาได้รับโทรศัพท์จาก จอร์จส์ โกเลย์ กรรมการผู้จัดการของ AP ในเวลานั้น ว่า “คุณเจนตา เรามีบริษัทจัดจำหน่ายแห่งหนึ่งที่ขอให้เราออกแบบนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนเหล็ก ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และผมต้องการแบบร่างการออกแบบภายในเช้าวันพรุ่งนี้”
นักออกแบบจึงเริ่มลงมือเขียนแบบทันที เขาอธิบายว่า “ผมเข้าใจผิดไปว่าเขาพูดว่า ‘ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำที่ไม่เคยมีมาก่อน’ และผมจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยเห็นนักดำน้ำสวมหมวกดำน้ำที่สะพานปงต์ เดอ ลา มาชีน ในเจนีวา ผมประทับใจมากเมื่อเห็นสลักเกลียวแปดตัวและซีลยางที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิตคนใต้น้ำ ผมอยากจะใส่กลไกอันทรงเกียรติลงในตัวเรือนที่เลียนแบบหมวกดำน้ำอย่างสมบูรณ์”
นอกจากนี้ เจนตายังออกแบบสายนาฬิกาแบบบูรณาการซึ่งไม่เคยมีมาก่อน โดยมีข้อต่อกลางที่เรียวลงทำให้ผลิตได้ยากมาก
สายนาฬิกา Royal Oak ที่ออกแบบโดยเจนตานั้นไม่ใช่สายนาฬิกาเหล็กแบบบูรณาการชิ้นแรก แต่เป็นสายนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยผลิตจากวัสดุนี้ โดยมีส่วนประกอบถึง 154 ชิ้น โดยในจำนวนนี้ 34 ชิ้นมีขนาดแตกต่างกัน แม้หลังจากการเปิดตัวก็ยังต้องมีการปรับปรุงหลายอย่างเพื่อให้ได้คุณภาพและหลักสรีรศาสตร์ตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้แน่ใจว่าข้อต่อที่ติดกับตัวเรือนนั้นเรียวลงอย่างสมบูรณ์แบบ
หน้าปัดที่มีเข็มและเครื่องหมายบอกชั่วโมงฝังด้วยวัสดุเรืองแสงอย่างประณีต พื้นหน้าปัดสีน้ำเงินโคบอลต์แบบซันเบิร์สต์ประดับด้วยลวดลายกิโยเช่แบบคลูส์ เดอ ปารีส พร้อมเอฟเฟกต์ควัน
ส่วนรูปทรงแปดเหลี่ยมนั้นเป็นเพราะการติดตั้งสกรูว์แปดตัว เนื่องจากเขาต้องหาพื้นที่ในขอบตัวเรือนเพื่อวางสกรูว์ทั้งหมด
“สกรูว์เป็นรูปหกเหลี่ยมเพราะหัวสกรูฝังอยู่ในขอบตัวเรือน เพื่อไม่ให้หมุนเมื่อล็อคจากด้านล่าง ผมต้องคิดทั้งหมดนี้ภายในคืนเดียว! มันเป็นเรื่องบ้ามาก ส่วนตัวผมไม่รู้ว่าด้วยเวทมนตร์อะไรที่ทำให้สร้างสิ่งแบบนี้ได้ภายในคืนเดียว มันน่าทึ่งมาก!” เจนตาเคยกล่าวเอาไว้
ในส่วนของชื่อ Royal Oak นั้น ก็มีเรื่องราวน่าสนใจ เนื่องจากแบรนด์ AP ไม่เคยตั้งชื่อนาฬิการุ่นใด ๆ มาก่อน ก่อนหน้านั้น องค์ประกอบเดียวที่ใช้ในการจดจำคือหมายเลขรุ่นหรือชื่อเล่นที่นักสะสมตั้งให้
ตอนแรกนาฬิการุ่นที่จะพลิกโลกนี้เคยมีชื่อชั่วคราวว่า “Safari” และมีการกล่าวถึงชื่อ “Excalibur” ก็ถูกกล่าวถึงเช่นกัน แต่บริษัทต้องการชื่อที่สื่อถึงกีฬา พื้นที่โล่งกว้าง หรือความแข็งแกร่ง จนมีข้อเสนอแนะต่าง ๆ เช่น Grand Prix – Diane – Surfrider – Colorado – Kilimanjaro – Canyon – Oxford – Ascot – Yale – เป็นต้น
จนกระทั่งวันที่ 2 ธ.ค. 1971 ชื่อ Royal Oak จึงปรากฏในเอกสารของแบรนด์ โดย คาร์โล เดอ มาร์คี ตัวแทนจำหน่ายชาวอิตาลีเป็นผู้คิดชื่อนี้ ซึ่งหมายถึงเรือ Royal Oak ของราชนาวีอังกฤษ ซึ่งเรือรุ่นล่าสุดที่หุ้มเกราะด้วยโลหะ เหมือนนาฬิการุ่นใหม่นี้ที่ใช้สแตนเลสสตีล
นอกจากนี้ยังเป็นการอ้างอิงถึงเรื่องราวของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 กษัตริย์แห่งอังกฤษ ผู้ทรงรอดชีวิตจากต้นโอ๊กที่ปกป้องพระองค์จากกองทัพของครอมเวลล์ และต่อมาพระองค์ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่ต้นโอ๊กนั้น
ในที่สุด Royal Oak เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1972 และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม พลิกโฉมการผลิตนาฬิกาหรู ด้วยอิทธิพลของนาฬิการุ่นใหม่นี้ ทำให้เกิดนาฬิการุ่นต่างๆ มากมายในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
นอกจาก Royal Oak แล้ว นวัตกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยกอบกู้บริษัท AP ในช่วงเวลานี้ คือกลไกปฏิทินถาวรแบบไขลานอัตโนมัติบางเฉียบ Ref. 5548 ที่เปิดตัวในปี 1978 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกที่ซับซ้อนสามารถบางและทันสมัยได้เช่นเดียวกับเทคโนโลยีควอตซ์
“สัตว์ร้าย” และการขยายตัวของบริษัท
ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาของการขยายตัวของไลน์อัป Royal Oak โดยในปี 1993 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของคอลเลกชันดังกล่าว นักออกแบบ เอ็มมานูเอล เกต ได้เปิดตัว “Royal Oak Offshore” (รอยัลโอ๊กออฟชอร์)
นาฬิการุ่นนี้ได้รับฉายาว่า “The Beast” (สัตว์ร้าย) เนื่องจากตัวเรือนขนาดใหญ่ 42 มม. และรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ในตอนแรก เจนตาไม่ชอบนาฬิการุ่นนี้ แต่ต่อมากลับกลายเป็นที่นิยมอย่างมากและนำไปสู่ยุคของนาฬิกาสปอร์ตขนาดใหญ่
ในช่วงเวลานี้ยังมีการเปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่มีกลไกซับซ้อนสูง เช่น นาฬิกาตูร์บิญองไขลานอัตโนมัติเรือนแรกในปี 1986 และกลไกแสดงเวลาแบบ Starwheel ในปี 1991
แบรนด์ AP ยังเริ่มร่วมมือกับคนดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซึ่งความร่วมมือนำไปสู่รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน “End of Days” ในปี 1999 ซึ่งช่วยเพิ่มความนิยมระดับโลกของ Offshore อย่างมาก
ในศตวรรษที่ 21 AP มุ่งเน้นไปที่การบูรณาการในแนวดิ่งและความเชี่ยวชาญด้านวัสดุที่ล้ำสมัย โดยบุกเบิกการใช้คาร์บอนขึ้นรูปใน Royal Oak Offshore Alinghi Team ปี 2007 และตั้งแต่นั้นมาก็ใช้วัสดุหลากหลายมากขึ้น ทั้งเซรามิก ไทเทเนียม และเซอร์เมต (Cermet)
การเปิดตัวครั้งสำคัญที่สุดของแบรนด์ในยุคปัจจุบันนับตั้งแต่ Royal Oak เกิดขึ้นในปี 2019 ด้วยการเปิดตัว Code 11.59 by Audemars Piguet ซึ่งมีตัวเรือนหลายเหลี่ยมมุมที่ซับซ้อนและกระจกแซฟไฟร์โค้งสองชั้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AP ยังได้ผลักดันขีดจำกัดของฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วย Code 11.59 Ultra-Complication Universelle (RD#4) ซึ่งมีฟังก์ชันหลัก 40 ฟังก์ชันและฟังก์ชันเสริม 23 อย่าง
“ความกล้า” ที่ทำให้เกิด “ความแตกต่าง”
ปัจจุบัน บริษัท AP ยังคงอยู่ในมือของครอบครัวผู้ก่อตั้ง ภายใต้การดูแลของทายาทรุ่น 4 จัสมิน โอเดอมาร์ส และโอลิเวียร์ แฟรงค์ เอ็ดเวิร์ด โอเดอมาร์ส
AP เป็นผู้นำในตลาดนาฬิกาหรู โดยครองอันดับ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม เนื่องจากไม่ใช่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์
โดย Morgan Stanley บริษัทการเงินสหรัฐฯ ประมาณการรายได้สำหรับปี 2025 ของ AP ไว้ว่าอยู่ที่ประมาณ 2.6 พันล้านฟรังก์สวิส (ราว 1.08 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
แบรนด์ได้นำกลยุทธ์การควบคุมการค้าปลีกแบบบูรณาการมาใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยเลิกการค้าส่งหลายแบรนด์เพื่อดำเนินการจุดขายพิเศษ 76 แห่ง รวมถึง AP House 25 แห่งที่ออกแบบมาให้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 18,500 เรือนในปี 2000 เป็นประมาณ 50,000 เรือนในปี 2025 แต่การจัดจำหน่ายยังคงจำกัดเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความพิเศษเฉพาะตัว
รายได้ของแบรนด์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในคอลเลกชันหลัก โดย Royal Oak คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของยอดขาย ตามด้วย Royal Oak Offshore ที่ 22%, Royal Oak Concept ที่ 13% และ Code 11.59 ที่ 12%
AP ยังมีฐานะเป็น 1 ใน 4 ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสรายใหญ่ หรือ Big Four ของวงการ สามารถครองส่วนแบ่งกำไรจำนวนมากของอุตสาหกรรมโดยรวม และได้รับประโยชน์จากความเป็นอิสระของการเป็นธุรกิจครอบครัว
ล่าสุดในปี 2026 AP ยังมีความเคลื่อนไหวใหญ่ เมื่อ Swatch อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในวงการนาฬิกา ออกมาเปิดเผยโปรเจกต์ “Royal Pop” ที่เป็นการคอลแลบฯ กับ AP โดยจะเป็นนาฬิกาพกที่มีสีสันสดใสสไตล์ป็อปอาร์ต
อิลาเรีย เรสตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AP อธิบายที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ต้องการสะท้อน “ความสนุก” และ “ความกล้า” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและไอเดียใหม่ ๆ รวมถึงต้องการเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกของนาฬิกากลไกในมุมที่แตกต่างออกไป
“เพราะความสนุกสนานและความกล้าหาญที่แสดงออกมา ความกล้าหาญมักเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ และเพราะมักเชิญชวนให้ผู้คนในวงกว้าง รวมถึงคนรุ่นใหม่ ได้สัมผัสประสบการณ์การผลิตนาฬิกาที่แตกต่างออกไป” เรสตากล่าว
จากอดีตถึงปัจจุบัน AP ได้พัฒนาจากรากฐานในหุบเขาจูซ์สู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านสินค้าหรูหรา ด้วยการผลักดันขอบเขตของการผลิตนาฬิกาเชิงกลอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญลักษณ์ของการปรับตัวและ “ความกล้า” ตั้งแต่ Royal Oak มาจนถึง Royal Pop จนยืนหยัดอยู่ในโลกที่ความเป็นดิจิทัลเข้ามามีบทบาทเรื่อย ๆ ได้อย่างไม่เกรงกลัว
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB