"คนโสดอิสระ" เมื่อเป้าหมายในชีวิตของคนไทยกำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนไปแบบเงิยบๆ
วิจัยกรุงศรี มีข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า "คนโสด" คือกลุ่มคนที่กำลังมาเป็นตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจ เพราะอิสระทั้งการใช้ชีวิต และ การเงิน
เป้าหมายในชีวิตของคนไทยกำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากภาพครอบครัวอบอุ่นพ่อ-แม่-ลูก แต่ตอนนี้ จากผลสำรวจ "The Single Economy Survey" โดยวิจัยกรุงศรี สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 2,202 คน อายุ 24 ปีขึ้นไปที่อาศัยในเมือง ช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ทางออนไลน์ พบว่า
“คนโสด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และกำลังสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
"โสด" เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ใช่เพราะปฏิเสธความรัก
ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 41% ระบุว่า ตนเองเป็นโสด โดยในจำนวนนี้เกือบครึ่งหรือ 41.1% บอกว่า "ยังไม่เจอคนที่ใช่"
สะท้อนว่า คนโสดส่วนใหญ่ยังเปิดรับความสัมพันธ์ ขณะที่อีก 28.8% เลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด” อย่างแท้จริง เมื่อถามถึง ข้อดีของชีวิตโสด ผู้ตอบแบบสำรวจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ เห็นตรงกันว่าชีวิตโสดให้ อิสระในการ
ใช้ชีวิตตามใจ ตัดสินใจง่ายกว่า และจัดการเวลาได้คล่องตัวกว่า
โดยมีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลยสักอย่าง แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ข้อเสียที่คนโสดกังวลมากที่สุด คือการไม่มีคนดูแลยามป่วย (44%) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (37%) และความเหงา (33%) นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย
คนโสดใช้เงินต่างจากคนมีครอบครัวอย่างไร?
ผลสำรวจเผยภาพที่ชัดเจนว่า คนโสดใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากกว่า ทั้งในด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยวต่างประเทศ : คนโสดที่ไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มีสูงถึง 21% ในขณะที่คนมีครอบครัวมีเพียง 9%
คอนเสิร์ต : 28% ของกลุ่มคนโสดดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2.7 เท่า
ชอปปิ้งให้รางวัลตัวเอง : เกือบครึ่ง (47%) ของคนโสดชอปปิงเพื่อตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่า คนมีครอบครัวถึง 2 เท่า
ดูแลสุขภาพและความงาม : คนโสดใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปาราว 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวที่ใช้เพียง 5% เท่านั้น นอกจากนี้ คนโสดยังจ่ายค่าหัตถการความงาม ราว 4% ของรายได้ เฉลี่ยปีละ 20,156 บาท ซึ่งสูงกว่าคนมีครอบครัวเช่นกัน
ความต่างกับการบริหารจัดการเงิน 1,000,000 บาท
สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อ คือเมื่อได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท คนโสดกลุ่มใหญ่จะเลือกนำเงินไปลงทุน ขณะที่ คนมีครอบครัวกลุ่มใหญ่จะเลือกใช้หนี้ก่อน สะท้อนภาระชีวิตที่ต่างกันอย่างชัดเจน
สัญญาณที่ทำให้สังคมต้องหยุดคิด : ผู้หญิงไม่อยากมีลูก
ข้อมูลที่ร้อนแรงที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ 38% ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดระบุว่าไม่คิดจะมีลูก ซึ่งสูงกว่าผู้ชายที่ 29% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกลุ่มวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ควรสร้างครอบครัว กลับพบว่า 32% ยืนยันว่า ไม่คิดจะมีลูก
และมีอีก 27% ที่ยังไม่แน่ใจ มีเพียง 19% เท่านั้นที่บอกว่าต้องการมีลูกในอนาคต ตัวเลขนี้ตอกย้ำวิกฤตอัตราการเกิดของไทยที่ปี 2568 มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน
วิจัยกรุงศรี มองว่า โครงสร้างทางสังคมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การขยายตัวของ "เศรษฐกิจคนโสด" (Single Economy) อย่างเต็มรูปแบบซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจแบบ "3S" (Single-Solo-Silver) หรือการออกแบบสินค้าและบริการ
สำหรับ “คนโสด” ที่อาจอยู่คนเดียว พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เน้นความคล่องตัวและการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก
ซึ่งรวมไปถึง ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะรองรับไลฟ์สไตล์ของคนโสด เช่น บัญชีเงินฝาก พร้อมบริการวางแผนการเงิน บริการดูแลยามป่วย ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวสำหรับคนโสดโดยเฉพาะ
นิยามคำว่า "ผู้รับมรดก" ใหม่ และมีแนวโน้มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล มากกว่า
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ บริการสุขภาพและความงาม ที่พักอาศัยที่ดูแลง่ายพร้อม Smart Home รวมถึงบริการจัดการมรดกและทรัพย์สิน เป็นที่น่าสังเกตว่า คนโสดกลุ่มหนึ่งเริ่มนิยามคำว่า "ผู้รับมรดก" ใหม่ โดยมีแนวโน้มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล มากกว่าคนมีคู่หรือมีครอบครัวถึง 4.6 เท่า และมีโอกาสที่จะเลือก “ใช้เงินให้หมดก่อนเสียชีวิต” มากกว่าถึง 2.7 เท่า สะท้อนโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับการส่งต่อมรดกตามสายเลือด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB