แชร์ 5 เทคนิคออมเงินล่วงหน้า วางแผนอย่างไรให้มีเงินก้อนพร้อมใช้สำหรับดูแลลูก
ลูกโตขึ้นทุกปี ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว! เปิด 5 เทคนิคออมเงินล่วงหน้า 2-3 ปี เปลี่ยนเงินก้อนเป็นยอดออมรายเดือน วางแผนอย่างไร ให้ถึงวันต้องใช้แล้ว "มีเงินพร้อม"
2-3 ปีอาจฟังดูเป็นระยะเวลาที่ยังอีกไกล แต่สำหรับพ่อแม่แล้ว เวลาช่วงนี้ผ่านไปเร็วกว่าที่คิด เพราะเป็นช่วงที่ลูกอาจมีค่าใช้จ่ายก้อนใหม่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งย้ายโรงเรียน เรียนพิเศษ ซื้ออุปกรณ์การเรียน ไปค่าย หรือทำกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดความสนใจ
ปัญหาคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักไม่ได้มาในรูปของเงินหลักร้อย แต่เป็นเงินก้อนหลักหมื่นถึงหลักแสน หากรอเก็บตอนถึงเวลาต้องใช้ อาจกลายเป็นภาระของครอบครัวได้
ดังนั้น แทนที่จะรอให้ถึงวันนั้นแล้วค่อยหาเงิน ลองเปลี่ยนวิธีคิดเป็น “รู้ก่อนว่าใช้เท่าไร แล้วค่อยทยอยเก็บ” ด้วย 5 เทคนิคนี้จาก Kept by Krungsri
1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด ก่อนเริ่มเก็บเงิน
คำว่า “เก็บเงินไว้ให้ลูก” อาจกว้างเกินไปจนไม่รู้ว่าต้องเก็บเท่าไร ลองเปลี่ยนเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ เช่น อีก 3 ปี ต้องเตรียมค่าเรียนหรือค่าแรกเข้าโรงเรียนใหม่ อีก 2 ปี ต้องมีเงินสำหรับคอร์สเรียนพิเศษ เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับค่ายหรือซัมเมอร์ต่างประเทศ ซื้อคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์การเรียน และมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินของลูก เพราะเมื่อรู้ว่าจะเก็บไปทำอะไร จะคำนวณต่อได้ง่ายขึ้นว่า ต้องมีเงินเท่าไร และเหลือเวลาอีกกี่เดือน
2. อย่าเดาค่าใช้จ่าย คำนวณจากตัวเลขจริง
หลังจากตั้งเป้าหมายแล้ว ลองหาข้อมูลราคาจริงจากโรงเรียน สถาบันการศึกษา หรือค่าใช้จ่ายที่เคยเกิดขึ้นในปีก่อน ๆ
จากนั้นอย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 2-3 ปี
ตัวอย่างเช่น หากประเมินว่าอีก 3 ปีต้องใช้เงินประมาณ 180,000 บาท ก็จะทำให้เห็นภาพทันทีว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ต้องค่อย ๆ สร้างขึ้นมา
3. เปลี่ยนเงินก้อนใหญ่ให้เป็น “ยอดที่ต้องเก็บต่อเดือน”
ทริคนี้ถือเป็นทริคง่ายๆ ที่ช่วยให้เป้าหมายดูไม่ไกลเกินเอื้อม สมมติเป้าหมายคือ 180,000 บาท และมีเวลา 36 เดือน เราก็ลอฃนำเงินเป้าหมาย 180,000 ÷ 36 = 5,000 บาทต่อเดือน เท่ากับว่าหากต้องการมีเงินก้อนดังกล่าว โดยยังไม่รวมผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย พ่อแม่ต้องกันเงินประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน
จากนั้นอาจตั้งโอนเงินอัตโนมัติทันทีหลังเงินเดือนออก เพื่อให้เงินสำหรับเป้าหมายของลูกถูกแยกออกจากเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ข้อดีของทริคนี้คือไม่ต้องรอว่า “เดือนนี้เหลือเท่าไรค่อยเก็บ” เพราะวิธีนั้นมีโอกาสสูงที่เงินจะหมดก่อนถึงวันออม
4. เลือกที่เก็บเงินให้ตรงกับเวลาที่ต้องใช้
เงินที่ตั้งใจจะใช้ในอีก 2-3 ปี ไม่ควรเลือกวิธีเก็บโดยดูแค่ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ควรดูด้วยว่า เงินปลอดภัยแค่ไหน ถอนออกมาได้หรือไม่ และตรงกับช่วงเวลาที่ต้องใช้หรือเปล่า
ถ้าต้องการสภาพคล่อง อาจเลือกบัญชีเงินฝากที่ถอนใช้ได้สะดวก ส่วนเงินที่รู้แน่ ๆ ว่ายังไม่ต้องใช้ระหว่างทาง อาจพิจารณาเงินฝากประจำหรือเครื่องมือออมเงินที่กำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน
หลักสำคัญคือ อย่าเอาเงินเป้าหมายระยะสั้นไปเสี่ยงเกินกว่าที่ครอบครัวรับได้ เพราะหากถึงเวลาต้องจ่ายแล้วเงินยังไม่พร้อม ปัญหาอาจใหญ่กว่าผลตอบแทนที่คาดหวังไว้
อีกเรื่องที่ควรระวังคือ อย่าเอาเงินออมเพื่อลูกไปรวมกับเงินฉุกเฉินของครอบครัว เพราะหากเกิดเหตุจำเป็นขึ้นมา อาจต้องดึงเงินจากเป้าหมายของลูกออกมาใช้
5. อย่าตั้งแล้วลืม ต้องกลับมาเช็กแผนเป็นระยะ
การออมระยะ 2-3 ปีไม่ได้หมายความว่าตั้งเป้าแล้วปล่อยไปจนถึงวันครบกำหนด เพราะระหว่างทางทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และเป้าหมายของลูกสามารถเปลี่ยนได้ลองใช้วิธีเช็กง่าย ๆ เช่น ทุก 3 เดือน ดูว่ายังออมได้ตามยอดที่ตั้งไว้หรือไม่ ทุก 6 เดือน ทบทวนรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว หรือทุก 1 ปี เช็กว่าค่าใช้จ่ายและเป้าหมายของลูกเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะหากรายได้เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มยอดออมเพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น แต่หากมีค่าใช้จ่ายจำเป็นเข้ามา ก็สามารถลดหรือปรับแผนชั่วคราวได้เช่นกัน
เพราะหัวใจของการออมไม่ใช่การทำตามแผนได้เป๊ะทุกเดือน แต่คือ การรู้ว่าเงินกำลังถูกเก็บไปเพื่ออะไร และยังเดินไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่
สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้าลูกจะมีโอกาสอะไรเข้ามาในชีวิต แต่การเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้พ่อแม่มีทางเลือกมากขึ้น
จากเดิมที่อาจต้องถามว่า “มีเงินพอไหม?” ก็เปลี่ยนเป็น “โอกาสนี้เหมาะกับลูกหรือเปล่า?” เพราะการวางแผนการเงินที่ดี อาจไม่ได้หมายถึงการมีเงินมากที่สุด แต่คือการทำให้วันที่มีโอกาสสำคัญเข้ามา ครอบครัวมีเงินพร้อมสำหรับการตัดสินใจ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB