รู้สู้ “แล้ง” (ตอนที่ 1) เปิดปมภัยแล้ง 58 แล้งหนักแทบขาดใจ !

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ปัญหาภัยแล้งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ที่ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดทั้งระบบ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน และแม้หลายคนจะรู้ดีว่าในระยะหลัง การบริการจัดการน้ำทำได้ยากมากขึ้น จากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ยังเกิดคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยถึงประสบปัญหาภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในปีนี้ที่นักวิชาการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แล้งหนักที่สุดในรอบ 20 ปี ทั้งที่หากดูลักษณะภูมิประเทศแล้ว ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการเข้าถึงแหล่งน้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศอาเซียนและระดับโลก



รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ อธิบายถึงต้นตอภัยแล้งวิกฤติหนักสุดในรอบ 20 ปีกับทีมข่าวนิวมีเดีย PPTV ว่า ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์เอลนิโญ่ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรอินเดียที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง เป็นต้นเหตุทำให้ฝนตกช้ากว่าปกติจากเดือน พ.ค. เป็น ก.ค. ประกอบในปีนี้พายุที่เกิดในมหาสมุทร 24 ลูก เคลื่อนตัวเข้ามายังประเทศไทยเพียงลูกครึ่ง ปีนี้ค่าเฉลี่ยปริมาณฝนจึงน้อยกว่าปี 2557 ประมาณ ร้อยละ 20 และที่สำคัญคือฝนส่วนใหญ่ไปตกบริเวณท้ายเขื่อน ทำให้ปีนี้มีปริมาณน้ำที่เข้ามาเติมเขื่อนค่อนข้างน้อย ขณะที่การประเมินสถานการณ์ในปี 2559 คาดว่าปรากฎการณ์เอลนิโญ่ จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยลากยาวไปจนถึงช่วงกลางปีหน้า และน่าจะทำให้ฝนตกช้ากว่าปกติ 1-2 เดือน ในปีหน้าภาครัฐจึงต้องขยายแผนบริการจัดการน้ำจากปกติ 6 เดือนเป็น 8 เดือน


2. ปัญหาการบริการจัดการน้ำที่ขาดการเชื่อมต่ออย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยเหลือปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักเพียงประมาณ 4,200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วที่มีอยู่ 6,000 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์แล้งในปีนี้และปีหน้าจึงแย่กว่าปี 2557 ที่ผ่านมาค่อนข้างมาก สำหรับรูปแบบการบริการจัดการน้ำหลังจากนี้ เพื่อให้มีน้ำใช้ไปจนถึงเดือน พ.ค. 2559 กรมชลประทานจะแบ่งการบริหารจัดการน้ำออกเป็นส่วนๆ โดยเป็นน้ำสำหรับรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม 1,400 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอุปโภค/บริโภค 1,100 ล้าน ลบ.ม. และสำรองไว้สำหรับเป็นต้นทุนในเดือน พ.ค. ปีหน้า 1,000 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 700 ล้าน ลบ.ม. กันไว้สำหรับช่วยภาคการเกษตร 400 ล้าน ลบ.ม. และอีก 300 ล้าน ลบ.ม. เผื่อไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนในปีหน้า หากฝนตกช้าตามที่คาดการณ์ไว้


"ด้วยสถานการณ์น้ำในประเทศที่มีเหลืออยู่น้อยกว่าปกติในปีนี้ จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ว่าจากนี้เราไม่ควรใช้น้ำนอกแผนอย่างเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงในช่วงเดือน ม.ค. และ พ.ค. 2559 เนื่องจากเป็นช่วงที่ภัยแล้งวิกฤติหนักมากที่สุด โดยทุกภาคส่วนที่ต้องช่วยกันลดการใช้น้ำ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ใช้น้ำสูงสุด ร้อยละ 70 ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องปรับปรุงวิธีการเพาะปลูก ด้วยวิธีการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เพราะหากเกษตรกรไม่ปลูกข้าวเลย จะส่งผลต่อ GDP ประเทศลดลงประมาณ ร้อยละ 0.5 ส่วนคนกรุงอาจต้องช่วยกันลดการใช้น้ำประปาลง ร้อยละ 20 เพื่อให้เหลือน้ำไว้สำหรับลดระดับความเค็มและช่วยเหลือภาคการเกษตร" เขาย้ำ


รศ.ดร.สุจริต บอกด้วยว่า จริงๆ แล้วหากย้อนดูแนวโน้มปรากฏการณ์และความรุนแรงของภัยแล้ง จะเห็นว่าประเทศไทยเริ่มเผชิญกับภาวะฝนตกช้าและตกน้อยมาตั้งแต่ปี 2556 โดยจุดพีคสูงอยู่ในปี 2558 ทว่าอย่างไรก็ตามในปี 2559 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าหลังจากเดือน พ.ค. เป็นต้นไป สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่การจะเติมเต็มปริมาณน้ำในเขื่อนให้เพิ่มขึ้นต้องใช้เวลาถึง 2 ปี


ท่ามกลางความฝันผวนทางสภาพภูมิอากาศ และปัญหาระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย ที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยขณะนี้ทั่วประเทศมีอัตราใช้น้ำอยู่ที่ ร้อยละ 80 ของปริมาณน้ำที่มีทั้งหมดในแต่ละปี ทำให้หากปีไหนฝนตกน้อยจะเกิดปัญหาภัยแล้งทันที เนื่องจากมีน้ำสำรองเหลืออยู่น้อยมา


Content : สุริยัน ปัญญาไว

Producer/Editing : บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง

Photo : PPTV


ติดตาม รู้สู้ "แล้ง" ตอนที่ 2: สงครามชิงน้ำ.. "ผืนนาแล้ง" และ "ปิง-วังแทบไม่มีน้ำลอยกระทง" http://www.pptvhd36.com/news/18480

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ