ยื่นเอกสารสมัครเรียนไปตอนเช้า ตอนบ่ายก็ได้อีเมลตอบกลับจากสถาบัน ส่งมาขอให้ช่วยส่งเอกสารเพิ่มเติมไปให้หน่อย เขาขอมา 2 อย่าง อย่างแรกคือใบปริญญา อย่างที่สองคือหลักฐานทางการเงินว่าผู้สมัครมีเงินในบัญชีไม่ต่ำกว่า 5,000 USD ซึ่ง เอิ่ม ฮัลโหล? ห้าพันดอลล่าร์สหรัฐเหรอก๊ะ? จิ้มโทรศัพท์หาผู้สนับสนุนหลักให้ช่วยโอนเงินให้โดยพลัน
ใบรับรองสถานะทางการเงินขอไม่ยาก แค่ไปติดต่อที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็จะจัดการออกให้ หลังจากที่คุณพ่อผู้มีพระคุณช่วยโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว ฉันซึ่งมีบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ก็ไปติดต่อที่ธนาคาร บอกพี่สาวเจ้าหน้าที่ว่าจะขอออกใบรับรองทางการเงินเป็นภาษาอังกฤษค่ะ ช่วยเทียบเงินในบัญชีเป็นเงิน USD ให้หน่อยนะคะ เค้าก็เอาใบคำร้องมาให้กรอกรายละเอียด แล้วรับไปพร้อมกับบัตรประชาชนและสมุดบัญชีเพื่อพิมพ์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์
โดยปกติใบรับรองทางการเงินจะไม่บอกจำนวนเงินในบัญชี จะบอกเพียงว่าเรามีเงินในบัญชีกี่หลัก (ตามหน่วยเงินที่ขอให้เทียบ) รายละเอียดยิบย่อยจะต้องไปเติมเองในส่วนหมายเหตุ ฉันซึ่งภาษาอังกฤษอ่อนแอได้พี่สาวเจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำให้ว่าควรเขียนลงไปว่ายังไง สุดท้ายก็ได้ออกมาทำนองว่า "เงินในบัญชีเลขที่นี้ ของนางสาวคนนี้ ณ วันที่เท่านี้ มีอยู่เท่านี้บาท (ซึ่งเทียบเท่ากับเท่านี้ USD)"
หลังจากให้ฉันตรวจสอบรายละเอียดจำพวกการสะกดชื่อ เลขที่บัญชี จำนวนเงินว่าถูกต้องแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะพิมพ์เอกสารออกมา ให้ผู้จัดการสาขาเซ็นรับรอง การออกใบรับรองทางการเงินมีค่าธรรมเนียม 100 บาท ฉันจ่ายเงินให้เค้าแล้วรับเอกสารมา เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ได้เอกสารครบตามที่เขาขอแล้วก็จัดแจงสแกนส่งให้เขาอีกรอบ (ใบปริญญาที่เป็นภาษาไทยก็ส่งไปทั้งอย่างนั้นแหละ ไม่ได้แปล) กลิ้งรออย่างกระวนกระวายอยู่หลายวันเพราะติดวันหยุดปีใหม่ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็ได้รับอีเมลตอบรับจากสถาบันพร้อมด้วยยอดเงินค่าเรียนและค่าสมัคร พอโอนเงินค่าเรียนแล้วส่งหลักฐานไปให้เขาทางอีเมลเรียบร้อยก็ต้องทำวีซ่ากันต่อ
การสมัครเรียนนี่มีขั้นตอนเยอะจริงๆ นะ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วละว่าทำไมโลกนี้ถึงได้มีเอเจนซี่ =ㅅ=;
ป.ล. ขั้นตอนและหลักฐานที่ต้องใช้สำหรับสมัครเรียนของแต่ละสถาบันอาจแตกต่างกันไป ใครสนใจสมัครเรียนกับที่ไหนก็อย่าลืมไปศึกษารายละเอียดของสถาบันนั้นให้ละเอียดล่ะ
- หนูติ่ง