“ลิเทียม” ราคาพุ่ง ส่อกระทบเปลี่ยนผ่าน EV อาจไม่พอความต้องการทั่วโลก
ราคาลิเทียมที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก
ลิเทียม โลหะสีขาวเงินที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรีที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า กำลังราคาสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาลิเทียมพุ่งทำสถิติสูงสุดที่ 78,000 ดอลลาร์ต่อตัน จนอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาถึงกับเปรยว่า เทสลาอาจต้องขุดและสกัดลิเทียมเอง
ทั้งนี้ราคาที่พุ่งสูงขึ้นและความเสี่ยงต่อการขาดแคลนกลายเป็นคำถามสำหรับรัฐบาล หลายประเทศให้คำมั่นว่าจะทยอยยกเลิกการใช้เครื่องยนต์สันดาบเร็ว ๆ นี้ แต่ว่าจะยังสามารถทำตามที่ตั้งเป้าไว้ได้หรือไม่
ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า เครื่องยนต์สันดาบปล่อยคาร์บอนคิดเป็น 1 ใน 4 ของคาร์บอนทั้งหมดที่ปล่อยออกมาในโลก ความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือกจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความพยายามที่จะลดการปล่อยคาร์บอน และหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
แม้ว่าปัจจุบัน ราคาลิเทียมจะลดลงมาจากระดับสูงสุดเมื่อเดือนเมษายนแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีกว่า 6 เท่า จาก 10,000 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนมกราคม เป็น 62,000 ดอลลาร์ต่อตันในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่เพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก Platts Analytics ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าประเภทนี้ทั่วโลกในปีที่แล้วอยู่ที่ 6 ล้าน 3 แสนคัน เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน และคาดว่าแตะ 26.7 ล้านคันภายในปี 2030
ซึ่งความต้องการลิเทียม มาจากผู้ผลิตแหล่งเก็บพลังงานและอุปกรณ์ 5จี ยานอวกาศ เรือดำน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ความปลอดภัยและอุปกรณ์ทำความเย็น ยิ่งทำให้ปริมาณลิเทียมในตลาดขาดแคลน โดยบริษัทจัดทำรายงานสินค้าโภคภัณฑ์ FastMarkets คาดการณ์ว่า ปริมาณลิเทียมในตลาดจะไม่เพียงพอกับความต้องการ อย่างเร็วที่สุดในปี 2026
นอกจากนี้ FastMarkets ยังแนะนำว่า การผลิตลิเทียมจะต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 4 เท่า ภายในปี 2030 จึงจะรองรับความต้องการได้
ขณะที่เหมืองและบ่อระเหยลิเทียมใหม่ต้องใช้เวลา 3-7 ปี ก่อนที่จะทำการผลิตได้ นั่นหมายความว่า ผลผลิตลิเทียมใด ๆ ที่เพิ่มมานั้นน่าจะมาจากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตลิเทียมได้มากที่สุดในโลก เนื่องจากออสเตรเลียมีเหมืองลิเทียมใหม่ขนาดใหญ่สองแห่งที่เริ่มดำเนินการแล้วในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และคาบสมุทรค็อกซ์ ซึ่งจากการเจาะสำรวจ พบลิเทียมในแหล่งดังกล่าว 7.4 ล้านตัน
ด้านจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็กำลังเพิ่มการผลิตลิเทียมเช่นกัน แม้ว่าจีนจะมีปริมาณลิเทียมสำรองที่พิสูจน์แล้ว (proven reserves) เพียง 1.5 ล้านตัน หรือ 7 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก แต่ก็เป็นประเทศที่ผลิตลิเทียมได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และผลิตแบตเตอรีลิเทียมได้มากเป็นอันดับ 1
อย่างไรก็ตาม แหล่งแร่ลิเทียม มากกว่าครึ่งของแหล่งแร่ที่ประมาณการทั่วโลกอยู่ในที่ราบเกลือของโบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินา และส่วนใหญ่ก็อยู่ในโบลิเวีย แต่เงื่อนไขทางการเมืองและสังคมเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งแร่ลิเทียมในโบลิเวีย ทำให้จนถึงขณะนี้ โบลิเวียยังไม่สามารถผลิตลิเทียมในเชิงพาณิชย์ได้เลย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชิลี และอาร์เจนตินา เป็นประเทศที่มีปริมาณลิเทียมสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก
ทั้งนี้ แม้ว่าลิเทียมจะเป็นความหวังของอนาคตที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ แต่กระบวนการผลิตลิเทียมเองก็มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก ๆ โดยการขุดลิเทียม 1 ตันต้องใช้น้ำราว 2 ล้านลิตร ขณะที่การสกัดลิเทียมก็จะทำให้มีการปล่อยบอแรกซ์ โพแทสเซียม และแมงกานีสจากกระบวนการผลิตลงในแหล่งน้ำในพื้นที่ด้วย และไม่ว่าที่ใด ก็จะมีความขัดแย้งระหว่างบริษัทเหมืองและคนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งแร่ลิเทียมเสมอ
ขณะที่เหมืองบางแห่งอาจมีชื่อเสียงในแง่ลบเนื่องจากการใช้แรงงานเด็ก เช่นในสาธารณรัฐประชาธิไตยคองโก หรือการละเมิดสิทธิของชนพื้นเมือง เช่นในอาร์เจนตินา
วิกฤตขาดแคลนลิเทียมที่ส่อเค้าว่าจะเกิดขึ้นยังทำให้เกิดแนวคิดชาตินิยมด้านทรัพยากร โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมลิเทียมของอเมริกาใต้ที่ประกอบด้วยอาร์เจนตินา โบลิเวีย และชิลี ซึ่งมีแร่ลิเทียมรวมกันคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก
รัฐบาลสังคมนิยมของโบลิเวียจำกัดการลงทุนของต่างชาติในแหล่งแร่ลิเทียมมหาศาลของประเทศ ทส่วนชิลี ก็กำหนดเงื่อนไขให้ใบอนุญาตที่เข้มงวดขึ้นและมีแผนที่จะทำให้ทรัพยากรน้ำอยู่ในการบริหารของรัฐ เช่นเดียวกันกับเม็กซิโกที่กำลังพิจารณาทำให้แหล่งแร่ลิเทียมเป็นของรัฐเช่นกัน
ประเทศผู้ผลิตลิเทียมที่ร่ำรวยหน่อยอาจจะหันไปลงทุนกับนวัตกรรมเทคโนโลยีและแร่ทางเลือกนอกเหนือจากลิเทียม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นอาจมีประโยชน์ แต่ก็ไม่น่าจะมาแทนที่ลิเทียมได้โดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าการรีไซเคิลน่าจะเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาขาดแคลนลิเทียมได้ เหมือนอย่างที่เรารีไซเคิลแบตเตอรีรถยนต์แบบตะกั่ว-กรด
โดยแร่เทียมจะยังคงเป็นที่ต้องการต่อไป และก็จะเข้าสู่โลกที่ทุกอย่างเป็นระบบไฟฟ้ามากขึ้น สิ่งสำคัญคือจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม จากการทำเหมืองลิเทียม กับผลเสียจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศให้ได้