รีวิว Maserati Lavante Hybrid เสริม eBooster แรงเท่าเครื่องดีเซล 6 สูบ
มาเซราติ เลอวานเต้ ไฮบริด รถยนต์อเนกประสงค์ระดับลักชัวรี่ที่เสริมกำลังด้วย eBooster ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ สนนราคาค่าตัว 7.99 ล้านบาท
มาเซราติ เลอวานเต้ ไฮบริด (Maserati Lavante Hybrid) รถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) ที่ถูกวางตำแหน่งไว้เป็น เอสยูวี ระดับลักชัวรี่ ที่ถูกถ่ายทอด DNA ของ มาเซราติ ที่มาจากรถสำหรับการแข่งขันในสนาม โดยใส่เทคโนโลยีไฮบริดเข้ามาเป็นส่วนเสริมการทำงานของ eBooster ที่มีผลต่อการตอบสนองของเครื่องยนต์
Maserati Lavante Hybrid มาพร้อมการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ความร่วมสมัย พร้อมการแสดงออกถึงความเป็นไฮบริดในตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ ช่องระบายอากาศ, สัญลักษณ์ตรีศูลที่บริเวณเสา C และคาลิปเปอร์เบรก สีน้ำเงิน
ส่วนภายในห้องโดยสารมีการปรับหน้าจอระบบความบันเทิงและแสดงผลข้อมูลที่คอลโซลกลางใหม่ ให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น พร้อมการปรับการดีไซน์เล็กน้อย
พร้อมกันนี้ ยังมาพร้อมไฟหน้าแบบ Adaptive Matrix LED ซึ่งถูกกำหนดไว้เป็นออปชั่นมาตรฐานสำหรับในประเทศไทย ล้ออัลลอยขนาด 19-22 นิ้ว ขณะที่มีการเพิ่มเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) เป็นทางเลือกเพิ่มเติม
ขณะที่ มาเซราติ มีการปรับชื่อเรียกของรุ่นต่าง ๆ ได้แก่
- GT : ใช้สำหรับเรียกชื่อรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด V4
- Moderna : ใช้สำหรับเรียกชื่อรุ่นเครื่องยนต์ V6
- Trofeo : ใช้สำหรับเรียกชื่อรุ่นเครื่องยนต์ V8
สำหรับเครื่องยนต์ของ Maserati Lavante Hybrid มาพร้อมด้วย เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบไฟฟ้า (eBooster) และระบบ BSG (Belt Starter Generator) พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 48 โวลต์ ช่วยตอบสนองเครื่องยนต์ในรอบต่ำซึ่งเทอร์โบขนาดใหญ่ลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) โดยมีกำลังสูงสุด 330 แรงม้า ที่ 5,750 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 2,250 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6 วินาที ส่วนช่วงล่างมาพร้อมช่วงล่างแบบถุงลม
PPTV Online ได้ร่วมการทดสอบรถยนต์รุ่นดังกล่าว ต้องบอกเลยว่าเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับลักชัวรี่คันหนึ่งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ตอนสนองความต้องการด้านการใช้งานที่หลากหลาย และที่สำคัญเน้นความเป็นสปอร์ตมาก ๆ นำหน้าความอเนกประสงค์เสียอีก แต่เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสารกลับไม่ได้รู้สึกถึงความอึดอัดแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ที่ถือเป็นเอกลักษณ์และความตั้งใจในการออกแบบให้ผู้ขับขี่อยู่ในจุดศูนย์กลางของตัวรถ พร้อมการกระจายน้ำหนักด้านหน้าและด้านหลังแบบเท่ากัน 50 : 50 ได้ความรู้สึกของการบังคับและการขับขี่ที่มั่นใจและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันตัวรถ โดยตำแหน่งการวางแบตเตอรี่ 48 โลวต์ ถูกวางไว้ที่ด้านหลังของตัวรถ แม้ว่าจะมีระยะทางที่ไกลของการวางตำแหน่งสายไฟ แต่เพื่อเหตุผลของการ บาลานซ์ น้ำหนักที่ดีจึงไปไว้ในจุดดังกล่าว
การตอบสนองของอัตราเร่งของเครื่องยนต์และความมั่นใจในการขับขี่ถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะเวลาที่กดคันเร่งหนัก ๆ ในช่วงที่พอมีระยะทางให้วิ่งอยู่บ้าง การทำงานของเครื่องยนต์ที่ตอบสนองในทุกย่านความเร็วตั้งแต่รอบต่ำและที่สำคัญไม่ต้องรอรอบ โดยจุดที่ชอบอีกจุดหนึ่งคือระบบช่วงล่างที่ต้องใช้คำว่า อัจฉริยะ เพราะระบบนี้จะคำนวนความเร็วและความสูงของตัวรถเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพในการขับขี่ หรือเราสามารถปรับระดับความสูงได้ตามต้องการซึ่งมีระดับให้เลือกหลากหลาย
BMW Driving Challenge รวมรถตระกูล M กว่า 2,000 แรงม้า มาลงสนามช้างฯ
“โออาร์” ปรับขึ้นน้ำมันเบนซิน 0.80 บาท/ลิตร ด้านตลาดโลกร่วง
สรุป แบบชัดเจนเลยแล้วกันคือ Maserati Lavante Hybrid เป็นรถไฮบริดที่มีเฉพาะชื่อพ่วงท้าย แต่การทำงานของไฮบริดหรือ Mild Hybrid ในรถยนต์คันนี้ ไม่ได้มีส่วนช่วยเรื่องความประหยัดแต่อย่างใด มีแต่ช่วยในเรื่องของความแรง ! เพียงอย่างเดียว ทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ดียิ่งขึ้น และแน่นอนว่ารถยนต์คันนีไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับไฮบริด
นอกจากนั้น แม้ว่าจะมีในเรื่องของเครื่องยนต์และความแรงที่แม้จะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ไฮบริดก็ตาม แต่ประสิทธิภาพและสมรรถนะยังได้เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 6 สูบ ไม่แพ้กัน รวมถึงเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของมาเซราติ (Maserati Signature Sound) ยังเก็บไว้ได้อย่างครบถ้วน
อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีและระบบการทำงานของเครื่องยนต์ให้เป็นไปอย่างสุภาพ สำหรับคุณผู้หญิงที่เป็นผู้ขับขี่ก็สามารถขับได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้ง มาเซราติ ยังถูกนับเป็นรถซูเปอร์คาร์สำหรับการมีพื้นที่จอดพิเศษในห้างสรรพสินค้าได้อีกด้วย สนนราคาค่าตัว Maserati Lavante Hybrid คันนี้เริ่มต้นที่ 7.99 ล้านบาท (มีแพ็กเกจเสริมสำหรับระบบความปลอดภัย ADAS จ่ายเพิ่ม 6 แสนบาท)