พิสูจน์ Haval H6 PHEV วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ 201 กม. จริงหรือ?
ภายหลังการเปิดตัว Haval H6 PHEV มีผู้จองสิทธิ์ซื้อแล้วกว่า 3,000 คันภายใน 24 ชั่วโมง และจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ตุลาคม นี้
เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับรถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า 100% สูงถึง 201 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ทำให้เราตอบรับคำเชิญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อพิสูจน์จุดขายสำคัญดังกล่าว สิ่งที่น่าสนใจคือ การบริหารจัดการพลังงานของรถยนต์คันนี้ที่สามารถคำนวนการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าไว้อย่างลงตัวมาก ๆ น้ำมัน 1 ถัง บนมาตรวัดโชว์ว่าสามารถวิ่งได้ราว 620 กิโลเมตร ++ รวมกับแบตเตอรี่อีก
ตอนออกสตาร์ท มีแบตเตอรี่อยู่ที่ 91% โชว์ระยะทางไว้ที่ราว 180 กิโลเมตร ซึ่งเราได้ลองกดใช้งานโหมดไฟฟ้า 100% ตั้งแต่ออกเดินทางเพื่อลองดูว่าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สัมผัสไดเลยคือ รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ๆ ได้ด้วยความเร็ว 140 กม./ชม. โดยเครื่องยนต์ไม่มีการสตาร์ทติดขึ้นมาขับเคลื่อนแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อลองวัดระยะทางวิ่งแบบใช้งานจริง ๆ จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ สระบุรี ที่คำนวนคร่าว ๆ คือ สามารถวิ่งได้ด้วยไฟฟ้าระยะทางอยู่ที่ราว 160-170 กิโลเมตร ต้องย้ำนะครับว่าไม่ใช่การขับประหยัดแต่อย่างใด เพราะเป็นการใช้งานจริง ๆ มีช่วงจังหวะแซง เรียกความเร็ว รถติด รถช้า ฝนตก ครบถ้วน
อันที่จริง ถ้าระยะทางมากกว่านี้ก็อาจจะต้องขยับชื่อเรียกตัวเองเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แล้วล่ะ แต่การที่รถยนต์คันนี้ที่อยู่ในกลุ่ม ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สามารถวิ่งได้ด้วยไฟฟ้าระยะทางขนาดนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าอาจไม่ต้องเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว นาน ๆ ครั้งอาจจะเติมครั้งนึง หากวัน ๆ นึง มีระยะทางการวิ่งรวมไม่เกิน 100 กิโลเมตร และถ้าจะเอาออกต่างจังหวัดก็ไม่ต้องกังวล หายห่วงเลยเพราะถ้าไฟฟ้าหมดก็สามารถวิ่งด้วยน้ำมันได้อีก ส่วนตัวมองว่านี่เป็นรถยนต์ที่เชื่อมรอยต่อระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาบภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
พูดถึงเรื่องดีไซน์ สวยงามตัวถังภายนอกใหญ่โต โอ่อ่า ถ้าวิ่งอยู่บนท้องถนนก็เต็มช่องทางจราจรพอดี เช่นเดียวกับภายในกว้างขวางอลังการ ปรับ พับ เบาะได้ตามความต้องการแบบ 60:40 สำหรับการบรรทุกสัมภาระหรือสิ่งของ ฟังก์ชั่นที่มีมาให้เยอะและครบ ไม่ว่าจะเป็น Wireless Charger, Ambient Light, หน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่อ, หน้าจอมาตรวัดขนาด 10.25 นิ้ว พร้อม Head Up Display, เบาะปรับไฟฟ้าคนขับ 6 ทิศทาง ส่วนคนนั่ง 4 ทิศทาง
ข้อสังเกตุของผมคือ เบาะที่นั่งสั้นไม่รับกับช่วงขาด้านล่าง ซึ่งเหมือนทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะรับรู้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่รุ่น H6 HEV แล้ว แต่ก็อาจจะต้องให้เวลาเขาปรับปรุงพัฒนากันอีกหน่อย อีกเรื่องคือ การที่พยายามจะทำให้ภายในเป็นแบบ Minimalist จึงพยายามเก็บปุ่มทุกอย่างให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้นทุกอย่างจึงอาจจะใช้งานยากไปหมด กว่าจะกดเข้าไปในหน้าจอเพื่อหาอะไรสักอย่างเพื่อปรับ กว่าจะเจอก็อาจจะเหนื่อยหน่อย ยิ่งถ้าเป็นผู้ขับขราคนเดียวที่ต้องปรับอะไรเองล่ะก็ยิ่งรู้เรื่องเลย
กล่าวถึงเรื่องขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ชนิดลิเธียม Ternary ความจุ 34 kWh มีระยะทางวิ่งสูงสุด 201 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เอาเป็นว่าพละกำลังมหาศาลเหลือเฟือ ในทุกย่านความเร็ว กดเท่าไรก็มา ส่วนตัวยิ่งคิดว่าแรงไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับช่วงล่างที่มีมาให้ เพราะในย่านความเร็วสูงเกิน 120 กม./ชม. เป็นต้นไป ช่วงล่างมีบ้างที่ออกอาการลอยบ้าง หวิวบ้าง แต่ถ้าขับขี่แบบคนปกติใช้งานทั่วไป มั่นใจได้เลย พร้อมยังได้ความนุ่มนวลลงตัวดี
ระบบความปลอดภัยมีมาให้เพียบชนิดที่ว่าล้นเหลือเราแค่ประคองเวงมาลัยกับเหยียบคันเร่ง ที่เลหือระบบจัดการให้ทั้งหมด (ถ้าเปิดครบหมด)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ช่วยควบคุมในช่วงความเร็วเต็มพิกัดที่กำหนดไว้ รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) เป็นระบบควบคุมความเร็ว ที่ช่วยควบคุมรถให้ติดตามรถด้านหน้าหรือขับต่อไปด้วยความเร็วคงที่เพื่อลดภาระของผู้ขับขี่
- ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP) ใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ และช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวจอดเทียบข้าง และแนวเฉียง โดยเมื่อระบุช่องว่างที่จะนำรถเข้าจอดแล้ว รถจะทำการจอดด้วยตัวเองด้วยการควบคุมพวงมาลัย เบรก และคันเร่ง
- ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ในขณะที่ขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบจะบันทึกเส้นทางและสามารถถอยหลังกลับได้ในระยะ 50 เมตรโดยอัตโนมัติ ในเส้นทางที่ถูกบันทึกไว้
- กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบ 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองของรถจากมุมบน ระบบทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลัง โดยสามารถดูได้เมื่อขับรถที่ความเร็ว 15 หรือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและตอนสตาร์ทรถ
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ช่วยตรวจจับรถยนต์ทั้งทางตรงและทางแยก เมื่อเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียงและการเบรกอัตโนมัติช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก
- ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) เซนเซอร์ช่วยตรวจสอบจุดอับสายตาด้านหลังของตัวรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของช่องทางเดินรถในขณะถอยหลัง เมื่อกำลังถอยหลังออกจากช่องจอด เซนเซอร์หลังของรถจะทำการเช็กด้านซ้ายและขวาของช่องจราจรและ ส่งสัญญาณเตือนด้วยเสียง หากผู้ขับขี่ยังเพิกเฉย ไม่หยุดรถ ระบบเบรกอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินจะเริ่มทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการชน
- ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) โดยระบบจะตรวจสอบรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถที่มีขนาดยาว ในระหว่างการแซง ระบบจะรักษาช่องว่างระหว่างรถตามระยะที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และกลับสู่เลนเดิมอัตโนมัติ
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองพวงมาลัยให้รถอยู่ในเลน
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยแจ้งเตือนเมื่อรถกำลังออกนอกเลน
- ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ระบบตรวจจับเส้นถนนและช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) โดยหากมีการตรวจสอบพบรถอีกคันกำลังแล่นมา หรือมีรถแซงขึ้นมาจากอีกเลนหนึ่ง ระบบจะทำการแทรกแซงการทำงานมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการชน
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา (BSD) ช่วยตรวจสอบรถในเลนที่ติดกัน
- ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM) โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
- ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) ใช้เบรกเพื่อช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะขับบนทางลาดชันเพื่อให้ผู้ขับขี่มีสมาธิในการบังคับพวงมาลัย
- ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA) เมื่อออกจากจุดที่หยุดนิ่งบนเนินสูงชัน เบรกจะยังคงค้างอยู่ราว 2 วินาที จนกระทั่งคันเร่งทำงานเพื่อป้องกันการถอยหลัง
- ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW) หลังจากจอดรถยนต์แล้ว ระบบจะแจ้งเตือนหากระบบตรวจพบเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการชนหากเปิดประตูรถยนต์
- ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง
- ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) ช่วยประเมินและวิเคราะห์ลักษณะในการขับขี่ หากพบว่ามีลักษณะการขับขี่ที่เหนื่อยล้า หรือหลังจากขับรถด้วยความเร็วเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก
ส่วนตัวเห็นว่าระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่มีมาให้ก็เหมาะสำหรับความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ดี และมีบางอย่างหากไม่ต้องการก็สามารถปิดระบบนั้น ๆ ได้ และถ้าเปิดไว้ก็ใช้งานได้ดี เอาเป็นว่ามีไว้ถ้าเกิดเหตุอะไรระบบนี้จะมีประโยชน์อย่างแน่นอน กว่าถ้าถึงเวลานั้นจะใช้แล้วไม่มีให้ใช้
สรุป Haval H6 PHEV น่าจะเป็นรถที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีแล้วกับระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าที่ค่อนข้างมากขนาดนี้ และความอเนกประสงค์ของรถที่จัอยู่ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดกลาง รวมถึงช่วงล่างและพละกำลังของขุมพลังใต้ฝากระโปรงที่เหลือเฟือและทำงานร่วมกันได้ดีพอสมควร เหลืออยู่อย่างเดียวคือ ราคาจำหน่ายที่จะประกาสอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ตุลาคม 2565 ถ้าเปิดมาสมเหตุผล เรา ๆ ก็จะได้ใช้รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีและสมรรถนะที่เหนือชั้นในราคาที่คุ้มค่า