รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมา..พลิกโฉมตลาดยานยนต์ไทย
กระแสคนแห่จอง รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น BYD ATTO 3 ทะลุหมื่นคันเพียงไม่กี่สัปดาห์ ช่วยปลุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยให้คึกคักเพียงชั่วพริบตา ในทุกระดับราคา
ก่อนหน้านั้น มีหลายแบรนด์ที่เข้ามาเจาะตลาดรถยนต์ใช้ไฟฟ้าแบบ 100% ไม่ใช่เป็นลูกผสมหรือไฮบริด แต่ยอดขายไม่ได้หวือหวามากนัก แต่เหตุใด รุ่น BYD ATTO 3 จึงสร้างกระขึ้นมาได้
เมื่อดูชื่อชั้นของ BYD ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า จะเห็นว่าไม่ได้เป็นรองใครในตลาดโลก ซึ่งจากยอดขายที่พุ่งทะยานขึ้นในเวลาไม่กี่ปี ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งในจีนและตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก ดังนั้นด้วยการเปิดตัวด้วยราคาล้านต้น ๆ เมื่อเทียบกับราคาในท้องตลาด ทำให้กระแสตอบรับอย่างรวดเร็ว นั่นคือ "คุณภาพ+ราคา" น่าคบหา
นับว่า BYD ช่วยปลุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ จาก "ความผัน" กลายเป็น "จริง" มากขึ้น และเป็นไปตามนโยบาย Thailand 4.0
รัฐบาลให้การสนับสนุน นอกจากเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)แล้ว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบตามที่กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตเสนอให้พิจารณามาตรการภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งเสริมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
เป้าหมายของนโยบายนี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถสันดาปภายในมาเป็นการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
รัฐบาลได้ออกมาตรการ "ลดภาษีนำเข้า" โดยการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป (Completely Buildup :CBU) เพื่อลดอัตราอากรหรือยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ประเภท Battery Electric Vehicle (BEV) สำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการส่งเสริมครั้งใหญ่ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างมาก
ทั้งนี้ ได้แบ่งมาตรการลดภาษีจามราคาจำหน่าย คือ
ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท
- การนำเข้าทั่วไปลดอัตราอากรจากเดิมร้อยละ 80 เหลือร้อยละ 40
- ใช้สิทธิ FTA หากอัตราอากรไม่เกิน 40% ให้ได้รับการยกเว้นอากร
- ใช้สิทธิ FTA หากอัตราอากรเกิน 40% ให้ลดอัตราอากรอีก 40%
ราคาขายปลีกแนะนำมากกว่า 2 - 7 ล้านบาท
- การนำเข้าทั่วไปลดอัตราอากรจากเดิมร้อยละ 80 เหลือร้อยละ 60
- ใช้สิทธิ FTA หากอัตราอากรไม่เกิน 20% ให้ได้รับการยกเว้นอากร
- ใช้สิทธิ FTA หากอัตราอากรเกิน 20% ให้ลดอัตราอากรอีก 20%
นอกจากลดภาษีนำเข้า ยังมีมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเพื่อเป็นการสร้าง "ตลาดในประเทศ" รัฐบาลวางกรอบลดภาษีสรรพสามิต โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภท BEV จากอัตราร้อยละ 8 เหลืออัตราร้อยละ 2 เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสร้างแรงจูงใจในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
จากนั้น เมื่อเกิดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ก็จะทยอยปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภท ICE, HEV และ PHEV ให้เหมาะสม โดยกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได 3 ช่วง ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569 พ.ศ. 2571 และ พ.ศ. 2573 ตามลำดับ
โดยเฉพาะถยนต์กระบะ และอนุพันธ์ของรถยนต์กระบะ (Product Champion) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป โดยคำนึงถึงการลดการปล่อย CO2 และสนับสนุนพลังงานเชื้อเพลิงทดแทน Biodiesel และยังส่งเสริมให้เกิดการใช้และผลิตรถยนต์กระบะไฟฟ้า (BEV) ในประเทศ ได้กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 0 เป็นการชั่วคราวจนถึงปี พ.ศ. 2568
แต่มาตรการทางภาษีของรัฐบาล ไม่ได้สร้างกระแส "ยานยนต์ไฟฟ้า"มากนัก จนกระทั่งมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เป็นมาตรการที่สร้างตลาดในประเทศ หรือ เรียกว่า มาตรการสร้างอุปทาน
เมื่อครม. อนุมัติงบประมาณราว 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยให้เงินสนับสนุน 18,000-150,000 บาท/คัน ในประเภท ดังนี้
- กรณีรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท ความจุดแบตเตอรี่10-30 กิโลวัตต์ชั่วโมง รัฐจ่ายเงินอุดหนุน 70,000-150,000 บาท/คัน
- กรณีรถยนต์กระบะประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศและมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป (เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศเท่านั้น) จำนวนเงินอุดหนุน 150,000 บาท/คัน
- กรณีรถจักรยานยนต์ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท จำนวนเงินอุดหนุน 18,000 บาท/คัน
เท่ากับว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าตามเงื่อนไข เป็นรถยนต์ขนาดใช้งานทั่วไป รวมถึงรถจักรยานยนต์ ซึ่งจากมาตรการสนับสนุนนี้เองทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายหลังจากมีมาตรการนี้ราคาลดลงทันที
หลังจากมาตรการภาษีของรัฐบาล จะทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จาก "เงินอุดหนุน" ยาวไปถึงสิ้นปี 2568
นางสาวจิรภา บุญพาสุข นักวิเคราะห์จาก EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบไตในปี 2566 จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยระยะแรกจะเป็นการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล แต่การมาของรถยนต์ไฟฟ้าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างกลุ่มชิ้นส่วนและท่อไอเสียในรถยนต์สันดาบแบบเดิม
แต่เมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมแล้วยังถือว่าน้อย โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2566 จะเติบโต 2.1% หรือประมาณ 1.8 ล้านคัน โดยยอดจำหน่ายในประเทศจะเติบโต 3.5% หรือราว 8.6 แสนคัน ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 แต่มีปัจจัยลบมาจากค่าครองชีพสูงและแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย
แต่การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า 100% ซึ่งไม่นับรวมไฮบริดที่วางจำหน่ายในตลาดเมืองไทยมาหลายปี จะเห็นว่าการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดยจากมาตรการสนับสนุนภาค ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าไม่สูงมากนัก
ตัวเลขาการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจากรมการขนส่งทางบก พบว่าในปี 2560 มียอดจำทะเบียนเพียง 165 คัน และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี 2562 มีจำนวน 1,572 คัน ในปี 2564 เพิ่มเป็น 5,889 คัน และในปี 2565 ตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย. มีมากถึง 17,368 คัน มากที่สุดในรอบ 5 ปี
และในปี 2565 จำแนกแต่ละเดือนจะเห็นว่ายอดพุ่งขึ้นตั้งแต่กลางปี เมื่อมีมาตรการรัฐบาลสนับสนุน และยอดพุ่งขึ้นจากเมื่อต้นปี เดือนละไม่ถึงพันคัน เพิ่มเป็นเดือนละ 2 พันคันในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม หากรวมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ซึ่งได้รับความนิยมสูง ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ประเมินการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในประเทศจะแตะล้านคันในปี 2571 โดยเพิ่มขึ้นจากยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดเป็นหลัก ตามทิศทางของผู้ผลิตขนาดใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและห่วงโซ่อุปทานที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์สันดาปภายในยังคงเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ
แต่ในระยะยาว คาดกระแสเมกะเทรนด์ที่มุ่งไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดจะทำให้ยานยนต์แบบปราศจากการปล่อยมลพิษเข้ามาทดแทน คาดว่าจะกระทบตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยอย่างน้อย 20%
ด้านดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่ายอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศไทย ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 1.9 แสนคัน หรือคิดเป็น 1% ของยานยนต์ทั้งหมด ถือว่ายังมีขนาดเล็กและอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำอื่น ๆ
แต่ข้อได้เปรียบของไทยในการเป็นฐานผลิตยานยนต์เครื่องยนต์ ICE แบบดั้งเดิมมาอย่างยาวนาน ประกอบกับกลยุทธ์การทำตลาดของผู้ผลิตยานยนต์ OEM ในประเทศที่ยังคงเน้นทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดตามบริษัทแม่ในญี่ปุ่น จะเป็นส่วนเสริมให้ยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศมีโอกาสแตะ 1 ล้านคันได้ในปี 2571 หรือขยายตัวเฉลี่ยราว 24% ต่อปี โดยยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดที่คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 93%
ในปี 2565 นับเป็นปีที่ยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่าง "ก้าวกระโดด" ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ผลิต นับว่าเป็ฌน "อรุณรุ่ง"แห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง แต่ทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลที่จะเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่เป็นเรื่องท้าทาย