เปิดเหตุผล ฮอนด้า ยังเดินหน้า 'Honda Accord' แม้ตลาดหดตัวกว่าครึ่ง
ตลาดรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (ดี-เซกเมนต์) ได้รับผลกระทบจากรอบด้านจากรถในระดับราคา 1.5-2.5 ล้านบาท และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแต่ ฮอนด้า ยังเดินหน้าต่อ
นางสาวมนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดจองรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (D-Segment) ในรุ่น Honda Accord e:HEV นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมียอดจองอยู่ที่ราว 600 คัน ซึ่งสัดส่วนกว่า 75% เป็นรุ่นท็อป e:HEV RS โดยยอดจองดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นไปตามเป้าหมายได้ที่วางไว้ 6,800 คัน ภายใน 12 เดือน หลังการเปิดตัว
Honda CR-V ใหม่ เทียบระหว่าง e:HEV หรือ VTEC Turbo เลือกรุ่นไหนดี ?
ทั้งนี้ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแข็งแกร่งของ ฮอนด้า ซึ่งบริษัทยังมองว่ายังเป็นเซกเมนต์ที่มีศักยภาพอยู่แม้ว่าปริมาณของรถในกลุ่มดังกล่าวนี้จะลดลง โดยบริษัทต้องการที่จะตอบโจทย์ความต้องกาารของผู้บริโภคในทุกเซกเมนต์
แม้ว่าตลาดจะลดลงแต่ก็ยังมีปริมาณความต้องการที่อยู่ในระดับที่ยังพอสามารถทำตลาดได้ ไม่ใช่ไม่มีความต้องการเลย
ขณะที่ ฮอนด้า ได้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัย Honda Sensing ที่มีมาให้ในทุกรุ่นย่อย รวมถึงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริดที่ ฮอนด้า เชื่อว่ายังเป็นเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ให้การตอบรับ และเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อก่อนไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
สำหรับ ตลาดรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (D-Segment) ในช่วงเดือน เมษายน-สิงหาคม 2566 มียอดขายอยู่ที่ราว 1,000 คัน/เดือน ลดลงเมื่อเทียบกับในช่วงที่มียอดขายสูงสุดในปี 2562 ที่อยู่ที่ราว 1,800-2,000 คัน/เดือน โดยตลาดดังกล่าวนี้ได้รับผลกระทบจากหลากหลายด้านเนื่องจากทางเลือกของรถยนต์ระดับราคา 1.5-2.5 ล้านบาท ที่อยู่ในระดับเดียวกับ D-Segment มีตัวเลือกเพิ่มมาจำนวนมาก อาทิ รถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี), รถตู้อเนกประสงค์ (เอ็มพีวี) รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สัญชาติยุโรปที่อยู่พิกัดราคาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว Honda Accord e:HEV คาดว่าจะกระตุ้นตลาดให้เติบโตขึ้นเป็นระดับ 1,200-1,300 คัน/เดือน ได้
เผยโฉม 86 สาวงาม ชิง Miss Universe 2023 เงื่อนไขใหม่สาวข้ามเพศ-แต่งงาน-มีลูก เข้าประกวดลุ้นมง
โออาร์-บางจาก ลดเบนซินทุกชนิด สูงสุด 2.50 บาท มีผล 7 พ.ย.66 ตามมติ ครม.
สื่อนอกประเมิน นักท่องเที่ยวจีนกำลังหายไปจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย