11.00 น. พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดตัว “นโยบายที่ 5 พลิกชาติ พลิกเศรษฐกิจ” พร้อมเปิดตัวทีมเศรษฐกิจของพรรคอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมปริ้นตัน ดินแดง โดยยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยมีความพร้อม หากประชาชนให้ความไว้วางใจ พรรคเศรษฐกิจสามารถจัดตั้งรัฐบาลและขับเคลื่อนประเทศได้ทันที
พล.อ.รังษี ระบุว่า การแถลงวันนี้มี 2 เรื่องสำคัญ คือ
1. การเปิดตัวทีมเศรษฐกิจและที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ
2. การแสดงความพร้อมด้านนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
“วันนี้เราต้องการบอกกับประชาชนทั้งประเทศว่า พรรคเศรษฐกิจมีความพร้อม หากได้รับเสียงข้างมาก เราจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้โดยไม่มีข้อกังขา เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ประเทศยืนได้ แต่ต้องเดินและวิ่งต่อไปได้อย่างมั่นคง” พล.อ.รังษี กล่าว
พล.อ.รังษี กล่าวถึงแนวทางนโยบายสำคัญ อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง การปรับกระบวนการยุติธรรม การปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง รวมถึงการลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและพลังงาน
ในประเด็นพลังงาน พล.อ.รังษี ระบุว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้จัดตั้งรัฐบาล จะกำหนดนโยบายให้ ปตท. ซึ่งรัฐถือหุ้นใหญ่ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมปรับโครงสร้างราคาก๊าซให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และไม่นำราคาก๊าซภาคอุตสาหกรรมไปถัวเฉลี่ยกับภาคครัวเรือน รวมถึงแนวคิดการรวบรวมหน่วยงานการไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนและค่าไฟประชาชน
ด้าน ดร.อาร์ม หนึ่งในทีมเศรษฐกิจ ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านทรัพยากร แต่พลาดในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายการคลังและการเงินที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความพอเพียง พร้อมเสนอแนวคิดแก้หนี้ประชาชนอย่างถูกวิธี โดยไม่ละเลย “หนี้ดี” และลดการสร้างหนี้เสียในระบบ
ช่วงท้ายการแถลง ตัวแทนพรรคเศรษฐกิจได้ประกาศมอตโต้ทางการเมืองว่า “การคลังสะอาด ราษฎรมั่งมี พรรคเศรษฐกิจมีวิธีโปรดเลือก พล.อ.รังษี เป็นนายกรัฐมนตรี”
พร้อมทั้งยืนยันว่า “นโยบายที่ 5 พลิกชาติ พลิกเศรษฐกิจ” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายทั้งหมด และหากประชาชนให้ความไว้วางใจ ให้พรรคได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคก็พร้อมเดินหน้าลงมือทำทันที
นอกจากนี้ พล.อ.รังษี กล่าวถึงกรณีเหตุลอบวางระเบิด และวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รอบนี้เป็นรอบที่แปลก เพราะว่าโจมตีปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดในสามจังหวัดชายแดน โดยเฉพาะปั๊ม ปตท. ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์และเป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจ โดยอาจจะมีเรื่องการเมืองเข้ามาโยง แต่เป็นการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่การเมืองภายในประเทศ
พล.อ.รังษี กล่าวต่อว่า กรณีความวุ่นวายของเรา มี 3 ภูมิภาค
1.ชายแดนติดกับเมียนมา คือ ว้าแดงรุกล้ำอธิปไตย
2.ชายแดนตะวันออก คือกัมพูชา ซึ่งตอนนี้หยุดยิงแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร
3.สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2547 จากการปล้นปืน โดยเป็นเหตุการณ์ที่ยาวนานมา 21 ปี ถือว่าประเทศไทยตอนนี้มีภัยคุกคามรอบด้าน และยังเผชิญกับปัญหาภัยความมั่นคงจากมหาอำนาจ 2 ขั้ว ที่รอเปิดฉากโจมตีกันอยู่ อาทิ สหรัฐอเมริกากับเวเนซุเอลาที่ทำสงครามกันอย่างชัดเจน
เมื่อถามว่ากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่าได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการส่งสัญญาณสอดรับกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งหวังก่อการร้ายตรงนี้มองอย่างไรบ้าง พล.อ.รังษี กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ในการวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันเป็นการก่อการร้ายอยู่แล้ว แบบนี้ต้องไปถามนายกฯว่าคิดอย่างไร แต่จะด้วยวัตถุประสงค์อะไรนั้น ก็มีหลายเหตุผล 1.อาจจะทำลายเศรษฐกิจ 2.สร้างสถานการณ์ เพื่อการต่อรองเนื่องจากการเจรจาหยุดลงไปเพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.อาจจะมีมือที่สาม เข้ามาดำเนินการทำให้ประเทศไทยเจอศึกสงคราม 3 ด้าน
อย่างไรก็ตามจากเหตุผลทั้งหมดทำให้นายกฯคนที่ 33 ของประเทศไทยเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศที่เผชิญอยู่ตอนนี้ ทั้งในเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้เรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจะ มีการทำเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) คือ การเชื่อมต่อการคมนาคม จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่เมืองหลวงของประเทศไทยคือกรุงเทพฯ เพื่อดึงเงินทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบมหภาค จึงทำให้พรรคเศรษฐกิจต้องการเสียงข้างมากแบบแลนด์สไลด์เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ