นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตนักการเมือง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่โรงแรม เดอะ เดวิส สุขุมวิท 24 ตอบโต้พรรคประชาชน โดยการแถลงข่าววันนี้ นายชูวิทย์ มาพร้อมกับไวท์บอร์ดและจอโปรเจคเตอร์ พร้อมกับตั้งโต๊ะและนำป้ายคำว่า “ราษฎรเต็มขั้น” มาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นได้นำส้ม 4 ลูก ใส่จานมาวางบนโต๊ะพร้อมโจ๊ก 1 ถุง และโมเดลกระถางธูป
.
จากนั้นนายชูวิทย์ได้เปิดสไลด์คดีที่ถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องร้อง 7 คดี ให้สื่อมวลชนดู พร้อมอธิบายว่าตนเองต่อสู้กับพรรคภูมิใจไทยและพูดเรื่องเขากระโดง โดยบอกว่านี่คือสิ่งที่ตนเองได้ เป็นคดีที่พรรคภูมิใจไทยฟ้องตนเอง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งตนเองต่อสู้และศาลยกฟ้องทั้งหมด โดยยืนยันว่าทำเพราะบริสุทธ์ใจ จึงไม่อยากให้คิดว่าตนเองรับงานมา เพราะตนเองมีคดีและต่อสู้คดีตามกระบวนการ เมื่อมีการเลือกตั้งในปีนี้ ตนเองถือว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน
.
จากนั้นได้ชื้แจง 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่อง พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนชี้แจง นายชูวิทย์ได้หยิบถุงโจ๊กขึ้นมาและยืนยันว่าเรื่องของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ขอแลกตำแหน่ง ตนเองมองว่าไม่มีอะไรเสียหาย และการต่อรองตำแหน่งนักการเมืองก็ไม่ใช่สิ่งน่าเสียหาย ส่วนเรื่องของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เริ่มมาจากการพูดเรื่องสีเทา เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายในการปราบคอรัปชั่น ปราบเทา ซึ่งพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์เป็นคนให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้างกับ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะทั้งพรรคไม่มีใครรู้เรื่องสีเทาเลยสักคน ดังนั้นเรื่องของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ตนเองพูดด้วยความปรารถนาดีว่าไม่มีอะไรเสียหาย คนทำงานก็ต้องได้รับผลตอบแทน
ประเด็นต่อมาคือเรื่อง พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่หลายคนมองว่ามีคนสั่งการให้ทำแบบนี้ นายชูวิทย์ย้ำว่าตนเองรักพรรคสีส้ม แต่ผิดพลาดในการเอาคะแนนของตนเองไปให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จากนั้นนายชูวิทย์ได้เปิดข้อความในแชทไลน์ เป็นบทสนทนาระหว่างตนเองกับพลเอกอภิรัชต์ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองมีความจริงใจมากแค่ไหน ซึ่งในไลน์แสดงให้เห็นว่าพลเอกอภิรัชต์กับตนเองเป็นกัลยาณมิตรกันมากกว่า 30 ปี และไม่สามารถปฏิเสธความเป็นเพื่อนได้เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ที่อเมริกาจนถึงวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าตนเองมีอุดมการณ์แบบเดียวกัน
.
นายชูวิทย์บอกอีกว่าข้อความที่ตนเองส่งให้พลเอกอภิรัชต์ เจ้าตัวไม่เคยเปิดอ่านและตอบกลับเลย ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 และยืนยันว่าไม่เคยคุยกับพลเอกอภิรัชต์เรื่องการเมือง หากย้อนไปจนถึงปี 2566 คุยแต่เรื่องตลกขบขันและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ส่วนประเด็นที่ 3 คือเจตนารมย์ของตนเอง นายชูวิทย์คิดว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล มี Hidden Agenda มากกว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4 เดือน
.
ทั้งนี้ตนเองไม่อยากตอบโต้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และยืนยันว่าไม่ได้ด่าพรรคส้มเพื่อให้จบคดีกับพรรคภูมิใจไทย เพราะคดีจบไปตั้งแต่ปลายปี 2568 แล้ว ตนเองบริสุทธ์ใจ เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่ามองเจตนารมย์ของตนเองผิด พร้อมยืนยันว่าตนเองกับนายวิโรจน์รักกัน ส่วนกับพรรคส้มตนเองก็รัก แต่ครั้งนี้จะยังไม่เลือกพรรคประชาชน นายชูวิทย์บอกอีกว่าตนเองไม่ได้ขัดขวางหากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล แต่ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งตนเองเชื่อว่าจะบริหารรัฐบาลได้ไม่สำเร็จและไม่ดี เหมือนส้มที่ยังไม่ได้เวลากิน ถ้ากินก่อนก็จะเปรี้ยว ยังมีโอกาสหน้า เพราะฉะนั้นต้องรอให้สุกงอมก่อน
.
และช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายชูวิทย์ได้หันไปหยิบกระถางธูปและจานส้มขึ้นมา และบอกว่าตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาวและจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าในอนาคตยังมีโอกาสอยู่ นายชูวิทย์ยังพูดถึงท่าทีต่อพรรคประชาชนว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตนเองขอใช้คำว่าเพราะรักมากจึงแค้นมาก โดยยืนยันว่าไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว
.
อย่างไรก็ตามนายชูวิทย์ระบุว่าเรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้นและไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณไว้ว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้ว โดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90-100 ที่นั่งเท่านั้น และให้เฝ้ารอไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จากนั้นนายชูวิทย์ได้นำส้มขึ้นมาแกะ ชิมไปหนึ่งซีก หลังชิมส้มนายชูวิทย์บอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้