รู้จัก "โรคจูบ" (KISSING DISEASE) ไวรัสตัวร้ายที่มากับสารคัดหลั่ง
เนื่องในวันจูบสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 6 กรกฎาคมของทุกปี ชวนให้ทุกคนรู้จักกับ "โรคจูบ" ติดต่อได้ง่ายจากสารคัดหลั่ง
โรคจูบ หรือ โรคโมโนนิวคลิโอซิส เกิดจากไวรัสเอ็บสไตบาร์ ( Epsterin Barr Virus หรือ EBV) เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ได้จำกัดการแพร่เชื้อแค่การสัมผัส การจูบ แต่ติดต่อได้ง่ายจากสารคัดหลั่ง เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง เมื่อมีคนอื่นเข้ามาสัมผัส หรือ หอมแก้มลูกน้อยของคุณ ก็สามารถติดโรคนี้ได้แล้ว ไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ที่สามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้จาก การไอ จาม การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ มีดโกน แม้กระทั่งการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยก็สามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้แล้ว
อาการโรคจูบ
เจ้าโรคนี้ลักษณะคล้ายกับไข้หวัดทั่ว ๆ ไป ระหว่างผู้ติดเชื้อ EB ไวรัส แยกจากอาการค่อนข้างยาก ต้องตรวจจากเลือด เมื่อเราได้รับเชื้อแล้ว อาการจะแสดง 2-3 สัปดาห์ต่อมา และเชื้อจะยังติดอยู่กับเราไปตลอดชีวิต แม้เราจะรู้สึกว่าร่างกายปกติดี แต่เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ ร่างกายอ่อนแอ เข้าเชื้อไวรัสนี้จะกลับมากำเริบอีก
มีอาการดังนี้
- เป็นไข้
- เจ็บคอ
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ
อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 3-4 วัน โดยไม่ต้องใช้ยารักษา แต่ในรายที่เป็นหนักจนเกิดอาการต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอใหญ่ขึ้นจนสังเกตได้ ม้ามโต ตับโต มีจุดสีขาวขึ้นบนต่อมทอนซิล และควรระวังโรคแทรกซ้อน เช่น
- ดีซ่าน
- ตับอักเสบ
- โลหิตจาง
- หายใจไม่ออก
- ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
“นั่งเนือยนิ่ง” เสี่ยงป่วย NCDs แนะขยับร่างกายลดน้ำตาล-ไขมันในเลือด
7 เคล็ดลับสำหรับคนหลับยาก คุณภาพการนอนดีได้โดยไม่ต้องพึ่งยา
การป้องกัน ไวรัส EB
ข่าวร้ายสำหรับเจ้าไวรัสนี้ คือ เรายังไม่มีวัคซีนป้องกันแม้ไวรัสนี้จะเกิดขึ้นมาบนโลกนี้นานมากแล้ว แต่เราสามารถป้องกันตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยการ
- กินร้อน ทานอาหารที่ปรุงสุก ถูกสุขลักษณะ
- ช้อนกลาง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากผู้อื่น ที่เราหรือเขาอาจไม่รู้ตัว ด้วยการใช้ช้อนกลาง เมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
- ล้างมือ ให้สะอาดอยู่เสมอ ล้างให้บ่อย ทุกครั้งที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
ในปัจจุบัน ในเมืองไทยของเรายังพบผู้ที่เป็นโรคนี้ในจำนวนน้อยที่มาก พื้นที่แพร่ระบาดหนักจะเป็นแถบทวีปยุโรป และ อเมริกาเหนือ บ้านเราโรคที่คล้ายคลึงและควรระวังเช่นกัน คือ โรคเริม นั่นเองที่เราจะนำเสนอในบทความครั้งต่อไป
ล้วง "ตับ" รู้ลึกความสำคัญ แนะ 8 เคล็ดลับดูแลให้สุขภาพดี
ล้วง "ตับ" รู้ลึกความสำคัญ แนะ 8 เคล็ดลับดูแลให้สุขภาพดี
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลเปาโล รังสิต