5 เรื่องเข้าใจผิดการดีท็อกซ์ร่างกาย ย้ำยาระบายไม่ช่วยลดน้ำหนัก
หลายคนเชื่อว่าท้องผูกคือสัญญาณของการดีท็อกซ์ร่างกาย และยังมีความเชื่อผิดๆ อีกมากมายเกี่ยวกับการพยายามให้ถ่ายท้อง ที่จากผลดีกลายเป็นผลเสียได้โดยไม่รู้ตัว
เทรนด์การรักสุขภาพยังคงมีอย่างต่อเนื่องและหนึ่งวิธีที่หลายคนใช้ล้างพิษล้างลำไส้ คือการดีท็อกซ์ ที่ปัจจุบันมีวางขายในรูปแบบสำเร็จรูป สูตรดีท็อกซ์จากธรรมชาติ ตลอดจนการสวน(ด้วยตัวเอง) ซึ่งมีอีกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละบุคคล มาดูกันว่า 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการ ดีท็อกลำไส้ มีอะไรกันบ้าง
ก่อนอื่นเรามาดูที่ต้นเหตุกันก่อน หลายคนใช้การดีท็อกซ์เพื่อแก้อาการท้องผูกที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพอีกมากมาย
โดยท้องผูกเป็นอาการที่พบบ่อย เมื่อลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าในระหว่างการย่อยอาหาร ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระออกจากระบบทางเดินอาหารได้ตามปกติ
สัญญาณเตือน
- ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือน้อยกว่าปกติที่เคยเป็น
- อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เป็นเม็ดเล็ก ๆ
- ถ่ายอุจจาระไม่ออก หรือถ่ายได้ไม่สุด
- ถ่ายอุจจาระออกได้ยาก ต้องใช้แรงเบ่งมากๆ
- เจ็บขณะถ่ายอุจจาระ
- อาจมีอาการท้องอืด ปวดท้อง หรือปวดเกร็งบริเวณหน้าท้อง
5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดีท็อกซ์
- ลดไขมันด้วยสูตรดีท็อกซ์
ความจริง การทำดีท็อกซ์ลำไส้ มีหลายสูตรหลายวิธีที่เน้นด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกตัวเบา แต่ในความจริงแล้ว การขับถ่ายมีเพียงของเสียและน้ำเท่านั้น แต่ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเลย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจนเกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้
- อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้
ความจริง อาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่ขายอยู่ตามท้องตลาดหรือในโลกออนไลน์ ไม่สามารถขับพิษออกจากร่างกาย ได้และทางที่ดีไม่ควรซื้อหามารับประทานเอง โดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เด็ดขาด
- น้ำหมักผัก ผลไม้ ช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้
ความจริง น้ำหมักที่ได้จากการหมักผักและผลไม้ไม่สามารถ ล้างสารพิษ ออกจากร่างกายได้ แต่อาจทำให้เสี่ยงต่อการเพิ่มสารพิษตกค้าง หากล้างผักและผลไม้ไม่สะอาด รวมถึงภาชนะและวิธีการหมักที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาว
- การกินยาระบาย คือการทำ ดีท็อกซ์ลำไส้ วิธีหนึ่ง
ความจริง ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยที่ยาระบายไม่สามารถชะ ล้างสารพิษ ที่สะสมตามผนังลำไส้ หรือในร่างกายออกไปได้
นอกจากนี้การใช้ยาระบายบ่อยๆ ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพได้อีกด้วยฉะนั้น ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง
- ใครก็สามารถสวนล้างลำไส้ หรือทำ ดีท็อกซ์ลำไส้ เองที่บ้านได้
ความจริง ไม่ควรซื้ออุปกรณ์สวน ล้างลำไส้ มาทำเองที่บ้าน เพราะอาจเสี่ยงต่อเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน รวมถึงอาจเกิดความผิดพลาดระหว่างการสวนลำไส้ และเป็นอันตรายได้
มะเร็งลำไส้ คาดพบป่วยเพิ่มอีก 2.4 เท่า ใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น?
ทำอย่างไรไม่ให้ท้องผูก?
- อาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญญพืช
- ดืมน้ำสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
- ขับถ่ายให้เป็นเวลาในแต่ละวัน
- อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด
- ไม่ควรใช้ยาระบาย ติดต่อกันเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตามธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษโดยผ่านการทำลายที่ตับและการขับออกที่ไต ดังนั้นการ ดีท็อกซ์ลำไส้ จึงไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีสารพิษปนเปื้อนร่างกายจะดูดซึมไปยังลำไส้เล็กพร้อมกับสารอาหารและวิตามินอื่นๆ ส่วนที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเพียงกากอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมแล้ว ควรเริ่มใส่ใจการลดสารพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ และลดการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารปนเปื้อน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด โดยเฉพาะอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช และ โรงพยาบาลพญาไท
ลิสต์ 20 อาหารล้างพิษร่างกาย เพิ่มสมดุลร่างกายต้านมะเร็ง