14 พฤศจิกายน“วันเบาหวานโลก”ภัยเงียบต้องระวัง! คาดเพิ่มต่อเนื่องทั่วโลก
ชวนรู้จัก! วันเบาหวานโลก ที่ปี 2566 ไทยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 3 แสนคน ขณะที่มีผู้ป่วยสะสม 3.3 ล้านคน มากกว่าจากปี 2564 มากถึง 1.5 แสนคน เตือนผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรคัดกรองสม่ำเสมอ
วันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ถูกก่อตั้งขึ้นโดย สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2534 คำนึงถึงอุบัติการณ์ของโลกเบาหวาน นอกจากนี้ วันที่ 14 พ.ย. ยังตรงกับวันเกิดของ เฟรเดอริก แบนติง (Frederick Banting) ผู้ค้นพบอินซูลินเมื่อปี 2465 ซึ่งเป็นยาฉีดลดน้ำตาลในเลือดที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานในปัจจุบัน
สำหรับในปี พ.ศ. 2566 นี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดประเด็นสารคือ “Diabetes : Know your risk, Know your response เบาหวาน รู้ว่าเสี่ยง รู้แล้วต้องเปลี่ยน” มุ่งเน้นการรู้ถึงความเสี่ยงของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อน ให้ความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และการดูแลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลจาก IDF Diabetes Atlas ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากถึง 537 ล้านคน มากกว่า 90% เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกือบครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับการวินิจฉัย คาดว่าภายในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 643 ล้านคน และภายในปี 2588 จะเพิ่มมากถึง 783 ล้านคนสถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 มีผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มขึ้น 3 แสนคนต่อปี ในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 3.3 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 มากถึง 1.5 แสนคน สำหรับการคัดกรองผู้ป่วยรายใหม่ในปี 2566 พบว่า การคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวานในประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้รับการคัดกรองโรคเบาหวานมากถึง 5 ล้านคนจากเป้าหมายทั่วประเทศ 22 ล้านคน
อาการโรคเบาหวานเบื้องต้น
- หิวน้ำบ่อยมากขึ้น
- ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะปัสสาวะเวลากลางคืน หลังจากหลับไปแล้ว
- หิวบ่อย รับประทานมากขึ้น
- น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่ทราบสาเหตุ
- เหงื่อง่าย อ่อนเพลีย
- สายตาพล่า มองเห็นไม่ชัดเจน
- มีแผล แล้วแผลหายช้า
- เจ็บป่วยบ่อย ติดเชื้อบ่อยๆ
- ชา เจ็บ หรือมีความรู้ผิดปกติ เช่นชา ที่ปลายมื้อหรือเท้า
- มีผิวหนังเข็มมากขึ้น ที่คอ รักแร้ หรือหน้าท้องแตกลาย
อาการเหล่านี้บางอย่างไม่ได้จำเพาะของโรคเบาหวาน และผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้เมื่อระดับน้ำตาลสูงมากผิดปกติแล้ว จึงยังคงแนะนำให้ทุกคนที่ยังไม่มีอาการ ตรวจสุขภาพน้ำตาลในเลือด อย่างน้อยทุก 1-3 ปี โดยยังไม่ต้องมีอาการผิดปกติใดๆ
ปัจจัยเสี่ยงโรคเบาหวาน
- คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน
- มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกิน รอบเอวเกิน
- โรคความดันโลหิตสูง
- ชอบรับประทานอาหารรสหวาน
- มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวาน ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ลดอาหารประเภทหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ทำจิตใจให้แจ่มใส นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก กระหายน้ำ หิวน้ำบ่อย กินจุหิวบ่อย น้ำหนักลด เป็นแผลง่ายและหายยาก คันตามผิวหนัง ตามัว และชาตามปลายมือปลายเท้า ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยต่อไป
โรคเบาหวานเกิดจากการทํางานของฮอร์โมนผิดปกติส่งผลให้เกิดภาวะนํ้าตาลในเลือดสูง หากน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้อวัยวะเสื่อมสภาพเป็นเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง มักตรวจพบเมื่อเช็คสุขภาพโดยบังเอิญในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ดังนั้นประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวานปีละ 1 ครั้ง ค่าระดับน้ำตาลในเลือดควรน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรกและรักษาได้เร็วจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้
“เบาหวานขึ้นตา” ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เสี่ยงตาบอด แนะสัญญาณเตือนรีบพบแพทย์
การคุมโรคผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
- ควบคุมอาหารลดอาหารหวาน มัน เค็ม
- พบแพทย์สม่ำเสมอ ใช้ยาตามแพทย์สั่ง
- หากมีอาการผิดปกติให้แจ้งแพทย์ที่รักษา ห้ามปรับยาเอง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นตรวจเท้าด้วยตัวเอง หากเป็นแผลควรรีบไปพบแพทย์
- ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ กระทรวงสาธารณสุข
ภาพจาก : Freepik
ชวนคัดกรองเบาหวานฟรี! ใช้แค่บัตร ปชช. ใบเดียว ถึงสิ้นปี 2567
กรมการแพทย์ ชวนผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน! ฟรี