“สวิงกิ้ง”หนึ่งในรสนิยมทางเพศ เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อันตราย
“รสนิยมของเพศ” เป็นเรื่องความชอบส่วนตัว ซึ่ง “การสวิงกิ้ง” ก็เป็นหนึ่งในนั้น ต้องยอมรับว่าการมีคู่นอนมากกว่า 1 เป็นความเสี่ยงที่อาจนำมาซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สารพัด ที่การป้องกันด้วยถุงยางอาจไม่ได้เต็มที่
สวิงกิ้ง รสนิยมทางเพศส่วนตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนมากกว่า 2 คน โดยอาจจะเป็นคู่รักที่ต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ หรือความชอบส่วนบุคคล ซึ่งต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจทุกฝ่าย ลักษณะเดียวกับ แบบคู่นอนคืนเดียว (One Night Stand) หรือจะเป็น Friend With Benefit (FWB) ซึ่งแม้จะไม่มีการเอาผิดทางกฎหมายและตัดสินไม่ได้จากศีลธรรมเพราะเป็นรสนิยมส่วนบุคคล เว้นแต่บังคับขืนใจกัน
หากมองในแง่ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็นับเป็นกิจกรรมที่เสี่ยงมากหากไม่ได้ป้องกันหรือตรวจสอบพฤติกรรมและความเสี่ยงของคู่นอนอย่างดี
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คืออะไร ?
เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อชนิดต่างๆ โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศผ่านทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปากก็สามารถติดเชื้อได้ แน่นอนยิ่งมีคู่นอนมากกว่า 1 ยิ่งเสี่ยงสารพัด!
-
HIV คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus ไวรัสที่เป็นสาเหตุของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะยึดจับและทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากไม่รับการรักษา ระดับ CD4 ลดต่ำลงเรื่อยๆ จะทำให้ป่วยเป็นเอดส์ได้
-
ติดเชื้อระยะเฉียบพลัน (รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1-4 สัปดาห์) จะมีอาการคล้ายเป็นไข้ อ่อนเพลีย ร่างกายมีอุณหภูมิสูง มีผื่นขึ้นบนร่างกาย มีอาการท้องเสียติดต่อกันหลายวัน มี อาการต่อมน้ำเหลืองบวมบริเวณใต้คอ รักแร้หรือขาหนีบ
-
ผู้ติดเชื้อระยะแฝง (รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 2-10 ปีหรือมากกว่า) ไม่มีอาการผิดปกติต่อร่างกาย
-
ผู้ติดเชื้อระยะเอดส์ มีอาการเบื้องต้นอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืดบ่อยครั้ง น้ำหนักลด มีผื่นขึ้นบนร่างกาย แผลหายช้า และอื่นๆ หากร่างการอ่อนแอจะเกิดโรคแทรกซ้อนและโรคฉวยโอกาสได้
-
-
โรคเริม เชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Herpe Simplex Virus (HSV)
สามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการสัมผัสผ่านทางผิวหนัง ใครก็ตามที่ได้รับเชื้อโรคชนิดนี้อาจส่งผลให้เชื้ออยู่ในร่างกายตลอดชีวิต ผู้ป่วยมักมีรอยถลอกของผิวหนังหรือเยื่อบุอ่อนบริเวณใกล้เคียง หรือตุ่มใสขนาด 1-2 มม.ขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้ปัสสาวะแสบขัดจากการที่น้ำปัสสาวะทำให้เกิดการระคายเคืองที่แผล โดยอาการมักแสดงเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันตก
-
โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากเชื้อ Human Papillomavirus: (HPV)
ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง สามารถติดต่อผ่านการเพศสัมพันธ์ทั้งเพศชายและหญิง หากผู้ที่มีเชื้อมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงอาจจะมีอาการใดๆ เลย หรือคนที่ไม่แข็งแรงอาจเกิดติ่งเนื้อลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำปลีขึ้นอย่างชัดเจนในบริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ หรือบริเวณง่ามขา โดยที่ผู้ป่วยอาจพบรอยโรคในหลายๆ ตำแหน่งได้
-
โรคซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย Treponema Polidum
เกิดได้ที่บริเวณช่องคลอด ทวารหนัก และปาก หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ จนส่งผลต่อระบบประสาท หัวใจ สมอง และระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยอาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้
-
โรคหนองในแท้ เกิดจากแบค Neisseria Gonorrhoeae
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในเยื่อเมือกบุผิวของร่างกายอย่างง่ายดาย โดยสามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีความอุ่นและชื้นอย่างระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ ปากมดลูก มดลูก ท่อนำไข่ และท่อปัสสาวะ รวมถึงบริเวณปาก ลำคอ และทวารหนัก
- อาการในเพศหญิง มีอาการตกขาวผิดปกติ ลักษณะเป็นน้ำ หรือเส้นบางๆ สีออกเขียวหรือเหลือง หรือตกขาวมีปริมาณมากขึ้นทำให้ปัสสาวะแล้วรู้สึกเจ็บหรือแสบ มักมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ
- อาการในเพศชาย มีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกมาจากส่วนปลายของอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์รู้สึกเจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ และเกิดการอักเสบบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
-
โรคหนองในเทียม เชื้อโรคที่ชื่อว่า Chlamydia Trachomatis
แต่เป็นเชื้อคนละตัวกับ หนองในแท้ จนทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติ มักพบเจอบ่อยในกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน ผู้ป่วยบางรายอาการของโรคจะไม่แสดงให้เห็น แต่สามารถแพร่กระจายต่อไปยังผู้อื่นได้หากมีเพศสัมพันธ์แบบไม่มีการป้องกันอย่างถูกวิธี
- อาการในเพศหญิง มีอาการตกขาวที่แปลกไปจากเดิม มีลักษณะเมือกๆ ผสมกับหนอง รวมถึงกลิ่นแรงมาก ระหว่างปัสสาวะจะมีความรู้สึกแสบๆ หรือเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ และอาจมีเลือดออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน
- อาการในเพศชาย บริเวณปลายองคชาติจะมีน้ำเมือกๆ หรือขุ่นใสไหลออกมาโดยไม่ใช่ทั้งอสุจิและปัสสาวะ ระหว่างปัสสาวะจะมีความรู้สึกแสบๆ หรือเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ และมีอาการปวดและบวมบริเวณลูกอัณฑะ
-
การติดเชื้อ HPV หรือ Human papillomavirus ไวรัส Human papillomavirus เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด โดย HPV แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
-
HPV ชนิดก่อมะเร็ง : มี 14 สายพันธุ์ ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงประมาณร้อยละ 70 รองลงมาคือ สายพันธุ์ 45, 31 และ 33
-
HPV ชนิดไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง :ไม่ได้ทําให้เกิดมะเร็งปากมดลูก แต่เป็นสาเหตุของหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศ เช่นสายพันธุ์ HPV 6 และ 11 ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ก่อนที่จะเกิดหูดขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีหูดขึ้น อาจมีลักษณะของหูดที่ปรากฏแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของไวรั
หากท่านสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง รวมทั้งมีอาการต่างๆ อย่างที่กล่าวมา ควรรีบไปโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจ รักษา และติดตามผลการรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรค หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายรุนแรง หรือทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว
ทั้งนี้แม้การสวิงกิ้งจะมีความเสี่ยงมากกว่าแต่การมีคู่นอนหรือคนรักเพียงคนเดียวก็ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงเลย หากอีกฝ่ายคู่รักของคุณมพฤติกรรมเสี่ยง เจ้าชู้ หรือลอบมีความสัมพันธ์ลับๆ ดังนั้นการป้องกันจึงสำคัญไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศแบบไหนก็ตาม
ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้!
-
ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือมีคู่นอนเดียวที่ไม่มีความเสี่ยงต่อโรค
-
ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
-
รักษาความสะอาดร่างกาย และบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ
-
ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
-
ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อต่างๆ เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี
เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้คือ ไม่มีการป้องกันใดที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 100% เนื่องจากบางโรคสามารถแพร่เชื้อได้หลายช่องทาง ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยจะช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2,โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ และ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
เอชพีวี (HPV) คืออะไร? ทำไมก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์-สารพัดมะเร็ง