Friends with benefits (FWB)ความสัมพันธ์เพื่อนกันไม่ผูกมัดตามหลักจิตวิยา
ความพึงพอใจในการใช้ชีวิตมีหลากหลายรูปแบบ โดย รูปแบบ Friends with benefits หรือ FWB คือหนึ่งในตัวเลือกความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกมัดของคนรุ่นใหม่ จากผลสำรวจพบ 15 %ที่อาจพัฒนาเป็นคู่ชีวิตและ 20% อาจเสียเพื่อนและเสี่ยงภาวะซึมเศร้า
อาจารย์ภาณุ สหัสสานนท์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงรูปแบบ Friends with benefits หรือเรียกสั้นๆ ว่า F.W.B. คือ แปลตรงตัวว่า “เพื่อนกับประโยชน์” ความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่เพื่อนทำหน้าที่ร่วมหลับนอนกับเพื่อน หรือการมีเพื่อนที่สามารถมีเซ็กซ์กันได้แบบไม่ผูกพันธ์และถือสถานะเป็นแฟน ความสัมพันธ์ของเพื่อนรูปแบบนี้จึงกระตุ้นให้ศาสตร์จิตวิทยาพยายามศึกษาเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์รูปแบบดังกล่าว
หากเปรียบเทียบรูปแบบความสัมพันธ์แบบคนรักเป็น 2 ขั้ว
- ความสัมพันธ์แบบ one night stand หรือการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า
- ความสัมพันธ์แบบโรแมนติก (Romantic Relationship) หรือการมีความสัมพันธ์แบบคู่รักที่คบหาดูใจกันระยะยาว
ความสัมพันธ์แบบ friends with benefits คงอยู่กึ่งกลางของความสัมพันธ์ทั้ง 2 ขั้ว เนื่องจากคนที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเป็นคนที่เรารู้จักคุ้นเคย มีความใกล้ชิด หรือสนิทกันพอสมควร แต่ F.W.B. ก็ไม่ได้ถึงขั้นพัฒนาเป็นคู่รักที่มีความผูกมัดหรือคิดสร้างอนาคตร่วมกัน
ในสังคมไทยยังไม่ค่อยมีงานวิจัยใดที่ศึกษาความชุกของรูปแบบความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินของเพื่อน แต่ในสังคมชาวอเมริกัน Bisson และ Levine ในปี 2009 ได้ทำการศึกษาในนักศึกษามหาวิทยาลัย ผลพบว่า 60% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดรายงานว่า ในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิตเคยมีความสัมพันธ์แบบ F.W.B. และเกือบ 40% กำลังอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบดังกล่าวอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะระบุว่ารูปแบบความสัมพันธ์เพื่อนเกินเพื่อนเกิดขึ้นได้ในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในช่วงชีวิตของวัยมหาลัยและหลังจากเรียนจบ
แล้วเหตุใดรูปแบบความสัมพันธ์นี้จึงเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน
จากการสำรวจพบว่าความสัมพันธ์แบบ F.W.B. ทำหน้าที่สำคัญคือ เป็นความสัมพันธ์แบบชั่วคราวจนกว่าบุคคลนั้นจะพบความสัมพันธ์ที่ดีกว่า หรือทำหน้าที่เป็นการทดลองดูว่าคนทั้งสองจะเข้ากันได้หรือไม่ก่อนที่จะคิดจริงจัง รวมทั้งยังเป็นการระบายความรู้สึกของตนเองกับคน (เพื่อน) ที่เราไว้ใจได้โดยไม่มีการผูกมัด
หลายคนคงตั้งคำถามว่าผลที่จะตามมาจากความสัมพันธ์รูปแบบดังกล่าวจะเป็นอย่างไร หรือ จะมีโอกาสลงเอยในฐานะคู่รัก หรือจะยังสามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้หรือไม่ คำตอบคือได้!
จากการศึกษาของ Owen, Fincham และ Manthos ในปี 2013 พบว่า 1 ใน 3 ของนักศึกษาชาวอเมริกันสามารถกลับมาเป็นเพื่อนกับเพื่อนที่เคยมีสถานะเป็น friends with benefits ได้ และ 15% ระบุว่าตนเองมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นจนอาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นคู่รักในระยะยาวได้
อย่างไรก็ตามมี ผลการวิจัยยังสะท้อนในแง่ที่ว่า 30% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อน แม้จะยังคงสถานะเพื่อนได้ แต่มีความห่างเหินและไม่สนิทใจกันเหมือนก่อน อีกทั้ง 20% ยุติความสัมพันธ์กับเพื่อนที่เคยเป็น F.W.B. รวมถึงรับรู้ว่าตนเองถูกเพื่อนหลอกและมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรู้สึกเหงาและซึมเศร้ามากกว่าอีกด้วย
วิธีรับมือกับปัญหารุมเร้า-ภาวะเครียดสะสม ก่อนกระทบสุขภาพจิต
ดังนั้นผลกระทบที่ตามมาจากการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อน อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเกิดความพัวพันและซับซ้อนยิ่งขึ้น หรือหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มหวั่นไหวหรือตกหลุมรัก ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกทำนองเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบทั้งความรู้สึกผิดหวัง เจ็บปวดหรือหึงหวงตามมาอีกด้วย การมี Friends with benefits จึงมีทั้งผลดีและผลเสีย
สำหรับในเมืองไทย แม้การศึกษาวิจัยเรื่องทางเพศและความสัมพันธ์ยังเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจำกัดและละเอียดอ่อน แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คนในวัยหนุ่มสาวเริ่มมีรูปแบบความสัมพันธ์ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นที่ทุกคนจำต้องพิจารณาถึงผลดี และผลเสียให้ถี่ถ้วน เพราะในช่วงวัยมหาลัยและผู้ใหญ่ตอนต้นที่ทุกคนมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิต หรือเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ แต่ “ทุกทางเลือกย่อมมีผลตามมาเสมอ” ดังนั้นการเลือกรูปแบบความสัมพันธ์ที่เพื่อนทำหน้าที่เกินเพื่อน จึงอาจทำให้บุคคลนั้น ‘ได้’ หรืออาจจะ ‘เสีย’ เพื่อนก็เป็นได้
ฉะนั้นคิดให้ดีก่อนเอาใจลงไปเล่นนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เจอเนื้อคู่แล้ว!? เปิดเหตุผล ทำไม “คู่รัก” ถึงหน้าตา-นิสัยคล้ายกัน
เคล็บไม่ลับ "ถนอมความรัก" ยืนยาวมั่นคง กราฟชีวิตเป็นจังหวะเดียวกัน