สถานการณ์ HIV 2568 แพทย์เผยโรคเอดส์ จากเอชไอวีหยุดได้หากรับยาต้านทัน!
เปิดข้อมูลผู้ติดเชื้อ ไวรัสเอชไอวี (HIV) 2568 พบผู้ป่วยสะสม 5.6 แสนราย! แพทย์เผยHIV เป็นไวรัสที่ทำลายภูมิคุ้มกัน หากไม่รักษาอาจพัฒนาเป็นเอดส์ ตรวจเร็ว รักษาไว ช่วยยับยั้งเชื้อและใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ตรวจคัดกรองช่วยป้องกันได้
กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ในประเทศไทย ประจำปี 2568 โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 8,862 คน และจะมีผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ HIV สูงถึง 10,217 คน สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อ HIV สะสมที่ยังมีชีวิตอยู่ในประเทศไทย ณ ปี 2568 มีประมาณจำนวน 568,565 คน
เอชไอวี (HIV : Human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 (CD4)
เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่โจมตีเซลล์ในร่างกายของเรา ไวรัสชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปยึดจับและทำลายเม็ดเลือดขาวที่คอยทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ซึ่งหากปล่อยไว้ไวรัสตัวนี้จะทำให้ป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDS) ได้ในอนาคต
เชื้อ HIV เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน และในระยะแรกๆ ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการแสดงใดๆ ทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อแล้ว ดังนั้น การตรวจคัดกรอง HIV จึงสามารถช่วยให้พบเชื้อและรับการรักษาได้ทันก่อนที่เชื้อจะพัฒนากลายเป็นโรคเอดส์ เนื่องจากการตรวจพบการติดเชื้อ HIV ในระยะแรก จะช่วยให้มีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมได้ยิ่งขึ้น และได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อนำไปปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม และไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ซึ่งปริมาณไวรัสในเลือด น้อยกว่า 200 copies/ml จะไม่ถ่ายทอดเชื้อให้กับคู่นอน
อาการของผู้ที่ติดเชื้อ HIV
- เบื้องต้นจะมีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัด หรือก็คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว เมื่อปล่อยไว้อาการจะเริ่มแสดงให้เห็นมากยิ่งขึ้น
- เริ่มมีฝ้าขาวในปาก มีตุ่มคันขึ้นตามแขนขา ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลดลงผิดปกติ
- หากปล่อยไว้นานเข้าเชื้อ HIV จะก่อให้เกิดโรคเอดส์ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ เช่น วัณโรค โรคติดเชื้อในปอด หรือเชื้อราขึ้นสมอง เป็นต้น
ระยะผู้ติดเชื้อ HIV
ระยะที่ 1 Acute HIV
- ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ HIV มักเกิดขึ้น 2-4 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อ ในช่วงนี้ร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อไวรัส HIV เรียกว่า ภาวะ Acute retroviral syndrome (ARS) ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้, ปวดศีรษะ, มีผื่นขึ้นบนผิวหนัง และอาจมีอาการบวมหรืออักเสบบริเวณต่อมน้ำเหลืองในคอ อาการเหล่านี้อาจหายไปเองหลังจากไม่กี่สัปดาห์
ระยะที่ 2 Chronic HIV
- เรียกอีกอย่างว่า การติดเชื้อ HIV ที่ไม่มีอาการหรือระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage) ระยะนี้สามารถเกิดขึ้นในช่วง 5-10 ปีหลังจากการติดเชื้อ HIV ความรุนแรงของอาการในระยะนี้จะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
ระยะแบ่งอาการออกเป็น 2 อาการย่อย
- อาการเล็กน้อย ในระยะนี้สามารถตรวจระดับ CD4 พบมากกว่า 500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งอาการที่พบ ได้แก่ มีไข้, อาการปวดใบหน้า, น้ำมูกไหลข้างเดียว, ฝ้าขาวที่ลิ้น, มีผื่นเล็กบนผิวหนัง และเจ็บคอ
- อาการปานกลาง ในระยะนี้สามารถตรวจระดับ CD4 ระหว่าง 200-500 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งอาการที่พบ ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำ ๆ, น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ, งูสวัด, ไซนัสอักเสบ, โรคปอดอักเสบ และท้องเสียเรื้อรัง
ระยะที่ 3 Progression to AIDS หรือระยะโรคเอดส์
- เป็นระยะที่เชื้อ HIV มีการดำเนินโรคมาจนถึงขั้นตอนที่ร่างกายไม่สามารถป้องกันหรือทนต่อการติดเชื้อและโรครุมเร้าได้ต่อไป เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง โดยอาการและโรครุมเร้าที่พบในระยะนี้ มีดังนี้
- โรคติดเชื้อร้ายแรง ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ในระยะนี้มักมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อร้ายแรง เช่น วัณโรค, โรคปอดอักเสบ (Pneumocystis pneumonia - PJP) และโรคหวัดใหญ่
- ติดเชื้อเริมเรื้อรัง ที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศนานกว่า 1 เดือนหรือ เป็นๆ หายๆ นานมากกว่า 1 เดือน
- มีอาการตกขาวผิดปกติในเพศหญิง
- โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เชื้อคริปโตคอคคัส (Cryptococcus neoformans) อาจเข้าทำลายระบบประสาทส่วนกลางและทำให้เกิดอาการอักเสบในสมอง
- อาการทางจิตเวช ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ในระยะที่มีการทำลายระบบประสาทอาจประสบกับปัญหาทางจิต เช่น ซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือหากอาการรุนแรงอาจมีอาการของโรคจิต (Brief psychosis) ได้เช่นกัน
- โรคมะเร็ง เป็นอันดับหนึ่งของอาการที่พบในผู้ที่ติดเชื้อ HIV กับเอดส์ ใ
HIV ติดต่อกันได้อย่างไร?
- การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ HIV ในร่างกายโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ HIV
- การรับเชื้อจากแม่ที่มีเชื้อไวรัส HIV สู่ลูก ซึ่งมีโอกาสรับเชื้อได้ 3 ช่วง คือ ขณะตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และ ให้นมบุตร
เป็น HIV ไม่เป็นเอดส์ได้หรือไม่?
โรคเอดส์ (AIDS) เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งเกิดจากการปล่อยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายไป หรือเรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” ส่งผลให้ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก จึงมีโอกาสติดเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือเชื้อราขึ้นสมอง เป็นต้น และเชื้อจะพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ได้ในที่สุด โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 8-10 ปีนับตั้งแต่ได้รับเชื้อ
กินยาสม่ำเสมอ จะไม่ป่วยเป็นโรคเอดส์
ซึ่งในปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV จะสามารถทำได้โดยการใช้ยาต้านไวรัส HIV ที่จะช่วยยับยั้งการแบ่งตัวและการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส และฟื้นฟูภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาใกล้เคียงกับคนปกติที่สุด จนสามารถมีครอบครัวได้ มีเพศสัมพันธ์ได้ และต้องมีการป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้รับเชื้ออื่นๆ เข้าสู่ร่างกาย โดยการกินยาต้านไวรัสจำเป็นต้องกินยาให้สม่ำเสมอทุกวันต่อเนื่องตลอดชีวิต
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส
- 1-6 เดือนแรก หลังจากเริ่มกินยาต้านเอชไอวี เป็นช่วงที่ปริมาณไวรัสในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว
- 6 เดือนต่อมา กรณีกินยาทุกวัน จะทำให้ปริมาณเชื้อไวรัสในเลือด ตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable)
ป้องกันตัวเองอย่างไรให้ไกล HIV
- หมั่นตรวจคัดกรอง HIV โดยเฉพาะในคู่สามี-ภรรยาที่วางแผนการมีลูก หรือเริ่มไปฝากครรภ์
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ฉีดอื่นๆ ร่วมกับผู้อื่น
การติดเชื้อ HIV ไม่ได้หมายถึงการเป็นโรคเอดส์เสมอไป เพียงแต่หากปล่อยไว้จะก่อให้เกิดโรคเอดส์ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ ในปัจจุบันการวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV สามารถตรวจคัดกรองได้อย่างรวดเร็วและพบเชื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะยิ่งช่วยให้มีทางเลือกในการรักษา และป้องกันไม่ให้ตนเองแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้
ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีรวมถึงในผู้ที่มีความเสี่ยงควรเพิ่มรายการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มเติม เช่น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV), ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส, หนองใน และโรคเริม เป็นต้น เพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยง ป้องกันตนเองและป้องกันผู้อื่นจากการติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ,โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์,กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ ทำเนียบรัฐบาล