ปวดหัวเรื้อรัง เสียงในหู ตาพร่ามัว เสี่ยงภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง
ปวดหัวเรื้อรัง ตาพร่ามัว เสียงในหู อาจเป็นสัญญาณภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง รีบพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาตั้งแต่ระยะแรก
อาการปวดหัวเรื้อรังหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงไมเกรนหรือมีความเครียด แต่ในความจริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคอันตรายที่คาดไม่ถึง นั่นคือ ภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง (Intracranial Hypertension: IH) ซึ่งหากตรวจวินิจฉัยช้าอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้
ภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงคืออะไร
ในกะโหลกศีรษะประกอบด้วยสมอง หลอดเลือด และน้ำไขสันหลัง(Cerebrospinal Fluid – CSF) ซึ่งน้ำไขสันหลังนี้ทำหน้าที่ปกป้องสมองและไขสันหลังจากแรงกระแทกรวมถึงช่วยขับของเสียจากสมอง
โดยปกติร่างกายจะรักษาสมดุลการสร้างและดูดซึมน้ำไขสันหลังอย่างเหมาะสม แต่ถ้ามีการสร้างมากเกินไป ดูดซึมได้น้อยลง หรือมีสิ่งกีดขวางการไหลเวียน จะทำให้ความดันภายในกะโหลกสูงขึ้น จนเกิดเป็นภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง (Intracranial Hypertension: IH) ในกรณีที่ไม่พบสาเหตุอื่น ๆ เช่น ก้อนเนื้องอก เส้นเลือดดำในสมองอุดตัน จะเรียกว่า ภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Intracranial Hypertension – IIH) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน
ภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงอันตรายอย่างไร
- ภัยเงียบ: ผู้ป่วยหลายคนปวดหัวมานาน แต่คิดว่าเป็นไมเกรน ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
- กระทบการมองเห็น: หากปล่อยไว้นาน ความดันสูงจะกดทับเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นเสียไป
- คุณภาพชีวิตแย่ลง: ปวดหัว เวียนศีรษะ ตาพร่า ส่งผลกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวัน
อาการภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง
- ปวดศีรษะและต้นคอ ได้แก่
- ปวดตื้อหนัก ๆ หรือตุ๊บ ๆ มักเป็นมากตอนตื่นเช้า ขณะนอนราบ หรือเวลาไอ จาม เบ่ง
- ปวดตึงต้นคอ ปวดไหล่
- มักปวดตลอดเวลาหรือปวดทุกวัน บางครั้งปวดจนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต
- เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ไวกับแสง จากแรงดันในสมองที่สูงขึ้น
- เสียงดังในหู (Tinnitus) ได้ยินเสียงตุบ ๆ หรือเสียงหึ่ง ๆ ตามจังหวะชีพจร
- ความผิดปกติทางการมองเห็น
- ตามัวเป็นพัก ๆ คล้ายมีเงาหรือม่านมาบังตา (Transient Visual Obscurations)
- มองเห็นภาพซ้อนจากการที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 ถูกกด
- หากเป็นเรื้อรัง ทำให้ลานสายตาแคบลง การมองเห็นลดลงถาวร
กลุ่มเสี่ยงภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงคือใคร
- ผู้หญิงวัยทำงาน โดยเฉพาะช่วงอายุ 20 – 50 ปี
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิดบางประเภท, ยาสเตียรอยด์, ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (เช่น Tetracycline Fluoroquinolone), Lithium, ยารักษาสิว (Isotretinoin) หรือการได้รับวิตามินเอในปริมาณสูงเกินไป
- ผู้ที่เคยมีการติดเชื้อหรือการอักเสบในสมองมาก่อน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น
- โรคหยุดหายใจขณะหลับ
- โรคต่อมไร้ท่อผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ, เบาหวาน, Hypoparathyroidism, Addison’s Disease
- โรคภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เช่น SLE (Systemic Lupus Erythematosus)
ตรวจวินิจฉัยภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง
- ตรวจตา เพื่อดูภาวะเส้นประสาทตาบวม (Papilledema) และดูการเต้นของหลอดเลือดดำจอประสาทตา(Venous Pulsation)
- ตรวจภาพสมอง (MRI brain, MRV brain with contrast) เพื่อหาสาเหตุการเกิดแรงดันสมองสูง เช่น ก้อนเนื้องอก เส้นเลือดดำสมองอุดตัน
- เจาะหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อวัดความดันน้ำไขสันหลังโดยตรงและตรวจความผิดปกติของน้ำไขสันหลัง
แนวทางการรักษาภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง
- การลดน้ำหนักเป็นหัวใจสำคัญ มีงานวิจัยพบว่าการลดน้ำหนักมากกว่า 6% ช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
- การใช้ยา
- ยาที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Acetazolamide หรือ Topiramate เพื่อลดการสร้างน้ำไขสันหลัง
- ยาขับปัสสาวะ Furosemide
- ยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1 and Dual GIP/GLP-1 Receptor Agonists
การผ่าตัด กรณีอาการรุนแรงหรือเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น
- การทำ Shunt ระบายน้ำไขสันหลังออกจากสมอง
- ผ่าตัดเปิดหุ้มประสาทตา (Optic Nerve Sheath Fenestration) เพื่อลดแรงดันที่กดเส้นประสาทตา
หากปวดศีรษะเรื้อรังร่วมกับตาพร่ามัวเป็นช่วง ๆ หรือมีเสียงดังในหูอย่าคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินควรใส่ใจและตรวจเช็กหากมีอาการ ที่สำคัญการตรวจพบภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
ภาวะแรงดันน้ำในสมองสูงเป็นโรคที่หลายคนมองข้าม เพราะอาการคล้ายปวดหัวทั่วไป แต่แท้จริงแล้วเป็นภัยเงียบที่อาจทำลายการมองเห็นได้ การสังเกตอาการ ปรึกษาแพทย์ และดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนักคือกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะแรงดันน้ำในสมองสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล