สายแคมป์ปิ้งระวังไข้รากสาดใหญ่! ไรอ่อนพาหะนำโรค ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว
กรมควบคุมโรคเผยปี 2568 พบผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่ 7,055 ราย เสียชีวิต 6 ราย ระบาดมากภาคเหนือ–อีสาน แนะเลี่ยงไรอ่อนกัด สวมเสื้อผ้ามิดชิดเมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยง
โรคไข้รากสาดใหญ่ หรือ สครับไทฟัส (Scrub typhus) โรคติดต่อนำโดยสัตว์ขาข้อกลุ่มไรซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเชีย ตามธรรมชาติเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์ป่าในตระกูลสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระแต กระจ้อน เป็นต้น โดยทั่วไปเชื้อริกเก็ตเชียที่อยู่ในสัตว์ฟันแทะจะไม่ทำให้สัตว์นั้นมีอาการของโรค แต่โรคนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้โดยถูกไรอ่อน ที่มีเชื้อกัด โรคนี้จะมีการระบาดในเขตร้อนแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สามารถพบได้ทุกฤดูแต่จะพบมากในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาวและพบมากในพื้นที่เกษตรกรรม
สถานการณ์โรคไข้รากสาดใหญ่ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 7,055 ราย อัตราป่วย 10.66 ต่อประชากรแสนคน กระจายใน 74 จังหวัด พบมากบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี และตาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน ประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยยังพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่รวมทั้งสิ้น 6 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.09
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเชีย ที่ชื่อว่า Orientia tsutsugamushi มีไรอ่อน ซึ่งเป็นสัตว์ขาข้อในกลุ่มไร family Trombiculidae เป็นพาหะนำโรค โดยระยะตัวอ่อนจะเป็นเพียงระยะเดียวที่มีโอกาสแพร่เชื้อโรคสู่คนหรือสัตว์ได้ และมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระแต กระจ้อน เป็นต้น เป็นแหล่งรังโรค คนติดเชื้อดังกล่าวได้โดยบังเอิญ เมื่อถูกไรอ่อนกัดสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อก่อโรคแล้วมากัดคน หรือถูกไรอ่อนที่มีเชื้ออยู่กัด ทำให้คนได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบริเวณผิวหนังที่ถูกกัด ระยะฟักตัวของโรค 6-20 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน
อาการไข้รากสาดใหญ่
- ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
- ไอแห้ง ปวดกระบอกตา ตาแดง
- ต่อมน้ำเหลืองโตโดยเฉพาะที่อยู่ใกล้แผลที่ถูกไรอ่อนกัด
- มีผื่นลักษณะนูนแดงละเอียด (Maculopapular rash) ตามลำตัว ซึ่งกระจายไปยังแขน ขา ภายหลังมีไข้ 4-5 วัน
- ลักษณะเฉพาะของโรค คือ ผิวหนังที่ถูกไรอ่อนกัด อาจพบแผลบุ๋มสีดำรูปร่างกลมออกรีขอบนูนเรียบ ไม่เจ็บ ลักษณะคล้ายแผลถูกบุหรี่จี้ (Eschar) แผลมักอยู่บริเวณขาหนีบ ใต้ร่มผ้า รักแร้ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนไข้รากสาดใหญ่
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคสครับไทฟัส ได้แก่ ปอดอักเสบ ไตวาย ตับวาย เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Disseminated Intravascular Coagulopathy) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และการทำงานของอวัยวะในร่างกายล้มเหลว (Multi-Organ Failure)
การป้องกันโรค
ไข้รากสาดใหญ่ รักษาให้หายขาดได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) อะซิโธไมซิน (Azithromycin) แต่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงของการได้รับรับเชื้อ คือการเลี่ยงไม่ให้ไรอ่อนกัด ซึ่งมีวิธีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของไรอ่อน เช่น ป่าละเมาะ พื้นที่เกษตรใกล้ป่า ทุ่งหญ้า พุ่มไม้ เป็นต้น
- หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนลงบนพื้นดินหรือหญ้า ไม่ให้ถูกไรอ่อนกัด โดยการสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดปกปิดแขนขา และใช้สารไล่แมลงทาหรือฉีดพ่นทั้งบนผิวหนังและเสื้อผ้า
- เมื่อออกจากพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและสระผม สำรวจร่างกายตนเองว่ามีผื่น แผล หรือแมลงเกาะตามตัวหรือไม่ และควรนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักทำความสะอาดด้วยผงซักฟอกเข้มข้นทันที
หากออกมาจากพื้นที่เสี่ยงแล้วมีไข้หรือมีอาการตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงให้แพทย์ทราบ เพราะโรคสครับไทฟัสสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยยาปฏิชีวนะ ดังนั้นการเข้ารับการรักษาและการวินิจฉัยที่รวดเร็วจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค