อาหารเป็นพิษภัยใกล้ตัว กลุ่มเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต เผยอาการควรรีบพบแพทย์
อาหารเป็นพิษเกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อหรือสารพิษ ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย บางรายอาการรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์
อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) คือภาวะที่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือสารพิษที่เกิดจากจุลินทรีย์ ทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย บางครั้งพบในผู้ป่วยหลายรายที่รับประทานอาหารร่วมกัน อาการสามารถแสดงอย่างรวดเร็วหลังจากรับประทานอาหารหรือหลายวันจนถึงสัปดาห์ ทั้งนี้ แต่ละคนอาจมีระยะเวลาในการตอบสนองต่อการติดเชื้อหรือสารพิษและมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกันได้
อาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือสารเคมีอันตรายสามารถก่อให้เกิดโรคได้มากกว่า 200 ชนิด ตั้งแต่อาการท้องร่วงไปจนถึงโรคมะเร็ง อีกทั้งยังก่อให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยเฉพาะกับทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ
สาเหตุอาหารเป็นพิษ
อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือสารพิษตามธรรมชาติทั้งโลหะหนักและสารพิษที่สัตว์สร้างขึ้น
อาการของอาหารเป็นพิษ
- พะอืดพะอม คลื่นไส้ อาเจียน
- ถ่ายเหลว โดยอาจจะมีอาการถ่ายเป็นน้ำ มีมูกหรือเลือดปน หรือมีลักษณะคล้ายน้ำซาวข้าว หรือมีกลิ่นคาวผิดปกติ
- อาการปวดบิดท้อง
- มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
อาหารเป็นพิษที่ควรมาพบแพทย์โดยด่วน
- อาการท้องเสีย ถ่ายเหลวที่ไม่ดีขึ้นหลัง 3 วัน หรือถ่ายมากกว่า 6 ครั้งในหนึ่งวัน
- ภาวะไข้สูง โดยเฉพาะสูงกว่า 38.9 องศาเซลเซียส
- อาการของการขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากและเยื่อบุแห้ง ปัสสาวะออกน้อย ปัสสาวะสีเข้มมาก หรือปัสสาวะไม่ออกเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง
- ไม่สามาารถดื่มน้ำทดแทนการเสียน้ำได้
- ถ่ายเหลว หรืออาเจียน เป็นเลือด
- ปวดท้องรุนแรง ซึม สับสน
- วิงเวียน หน้ามืด โดยเฉพาะสัมพันธ์กับการลุกนั่ง เปลี่ยนท่าทาง
การวินิจฉัยอาหารเป็นพิษ
มักใช้การวินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกาย การสังเกตและให้ประวัติเกี่ยวกับอาการและลักษณะของอุจจาระอาจช่วยในการวินิจฉัยเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมโดยการตรวจเลือด หรือตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถบอกชนิดของเชื้อที่ทำให้เกิดอาการได้
อาหารเป็นพิษ รักษาอย่างไร
- การดื่มน้ำหรือน้ำผสมเกลือแร่มาก ๆ เพื่อทดแทนการเสียน้ำ
- การรับประทานยาลดไข้เพื่อรักษาอาการไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดตามร่างกาย
- การพักผ่อนให้เพียงพอ งดอาหารที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น อาหารรสจัด อาหารมัน ของทอด อาหารที่ปรุงไม่สุก ผักหรือผลไม้สด
อาหารเป็นพิษ กินยาอะไรได้บ้าง?
- การรับประทานยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการ เช่น อาการปวดท้อง อาเจียน
- การรับประทานยาคาร์บอนหรือผงถ่าน สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในผู้ป่วยที่มีอาการอาหารเป็นพิษจากสารพิษหรือสารเคมีบางชนิด
- อาหารเป็นพิษจากเชื้อบางชนิดต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อในการรักษา
- ไม่แนะนำให้รับประทานยาหยุดถ่าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็กและผู้ที่สงสัยภาวะอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อ
อาหารเป็นพิษอันตรายถึงชีวิตหรือไม่
ถึงแม้ว่าผู้ป่วยอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ แต่มีผู้ป่วยบางส่วนที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะอาหารเป็นพิษที่มีอาการรุนแรง เช่น
- ผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่
- ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี
- หญิงตั้งครรภ์ ระหว่างการตั้งครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันได้ รวมถึงยาที่ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ก็มีความจำกัดมากกว่าในผู้ป่วยทั่วไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่ใช้ยา เช่น กลุ่มสเตียรอยด์หรือยาที่กดภูมิคุ้มกัน
การป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ
- การเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ปรุงสุก สด และสะอาด
- เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีการจัดเก็บที่ถูกสุขลักษณะ
- หลีกเลี่ยง อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ปลาดิบ หอยดิบ ไข่ดิบ เนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก
- การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ ก่อนรับประทานอาหาร หลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งสกปรก หลังเข้าห้องน้ำ แนะนำล้างมือด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ ก็สามารถช่วยได้ แต่เชื้อโรคบางชนิดแอลกอฮอล์ ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ เช่น Norovirus และ Rotavirus
- การจัดเก็บและเตรียมอาหารอย่างปลอดภัย
- ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด ก่อนรับประทานหรือนำมาประกอบอาหาร
- แยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารสุก ไม่ใช้เขียง มีด และภาชนะร่วมกันระหว่างเนื้อสัตว์ดิบ ผัก และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว
- เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม
- รักษาอุณหภูมิของตู้เย็นให้อยู่ในช่วง 0-4°C
- แช่แข็งเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า -18°C
- หลีกเลี่ยงการเก็บอาหารที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานานกว่า 1-2 ชั่วโมง
- อาหารส่วนใหญ่ควรปรุงที่อุณหภูมิอย่างน้อย 75 °C
- หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน
- อาหารที่เก็บไว้นาน ค้างคืน หรือวางในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน
- นมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์
- อาหารที่ใส่กะทิ ซึ่งเน่าเสียง่าย
- ส้มตำ ยำ อาหารทะเลที่ไม่สดหรือปรุงไม่สุก
- ขนมจีน อาหารหมักดอง
- ผักสลัด น้ำหรือน้ำแข็งจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐาน
- เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
- น้ำผลไม้ หรือผลไม้ที่ไม่แน่ใจความสะอาดของผู้ประกอบอาหาร
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์