แนวทางดูแลตนเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ฟื้นตัวไว ลดปวด
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมช่วยลดปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหว การฟื้นฟูหลังผ่าตัด การทำกายภาพ ดูแลแผล และปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง คือหัวใจสู่การกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างปลอดภัย
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ลดอาการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูหลังผ่าตัดถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการรักษาโดยตรง
ช่วงพักฟื้นในโรงพยาบาล
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement) เป็นหัตถการที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว แต่กระบวนการสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการผ่าตัดคือ “การฟื้นฟูหลังผ่าตัด”
- เริ่มเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย ภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะเริ่มให้ผู้ป่วยขยับตัวและฝึกเดิน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ่มเลือดอุดตัน หรือข้อเข่าติดยึด แนวทางสำคัญได้แก่
- เริ่มฝึกเกร็งกล้ามเนื้อต้นขา เหยียดและงอข้อเข่าตามคำแนะนำ
- ลุกขึ้นนั่ง ขยับตัว เปลี่ยนอิริยาบถ และฝึกเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุง เช่น วอล์กเกอร์
- หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง หรือนั่งยอง เพื่อป้องกันข้อเคลื่อนหรือหลุด
- ทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ การทำกายภาพเป็นหัวใจหลักของการฟื้นตัว แพทย์จะวางโปรแกรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเน้น
- การเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อเข่า
- การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
- การฝึกทรงตัวและการเดินให้ปลอดภัย
- การดูแลแผลผ่าตัดอย่างถูกวิธี ช่วยป้องกันการติดเชื้อและส่งผลต่อการหายของแผล
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แผลบวม แดง ร้อน มีหนอง หรือเลือดซึม
- รักษาความสะอาดแผลและเปลี่ยนผ้าปิดแผลตามคำแนะนำ
- หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลเปียกน้ำจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
- การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ช่วงพักฟื้นอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือการติดเชื้อ
- ผู้ป่วยอาจได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ต้องลุกขึ้นขยับร่างกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการนอนนิ่งนาน ๆ
- ดื่มน้ำมากพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเร่งการฟื้นตัว
- การเตรียมตัวก่อนกลับบ้าน เมื่อผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมพื้นฐาน เช่น ลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำ และขึ้นลงบันไดได้อย่างปลอดภัย แพทย์จะพิจารณาให้กลับบ้าน
- แนะนำให้วางแผนต่อเนื่องในการทำกายภาพที่บ้าน หรือที่คลินิก
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัด
- นัดหมายติดตามอาการตามกำหนด เพื่อประเมินความคืบหน้า
เมื่อกลับบ้าน สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
- การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ควรปฏิบัติตามตารางกายภาพที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดกำหนดอย่างเคร่งครัด ฝึกเหยียด งอ และเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเป็นประจำ เพื่อป้องกันข้อเข่าติดแข็ง เพิ่มระยะการเดินทีละน้อย ใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน ใช้ไม้เท้า หรือ walker เพื่อพยุงตัว ลดแรงกดที่ข้อเข่า และป้องกันการลื่นล้มในช่วงแรก จนกว่าจะสามารถเดินได้เองอย่างมั่นคง
- การดูแลแผลผ่าตัด รักษาความสะอาดของแผล หลีกเลี่ยงการเปียกน้ำ หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แผลบวม แดง ร้อน เจ็บมากขึ้น หรือมีหนอง หากพบควรรีบติดต่อโรงพยาบาล
- การใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงการนั่งเก้าอี้เตี้ย นั่งยอง หรือขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็นควรจัดบ้านให้เหมาะกับการฟื้นตัว เช่น เก็บของที่เกะกะ ป้องกันการหกล้ม นอนในท่าที่ไม่กดทับแผล และเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันอาการปวดหรือข้อยึดติด
- อาหารและโภชนาการ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา ไข่ ถั่ว เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเน้นอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูก หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง แอลกอฮอล์ และบุหรี่ ซึ่งอาจชะลอการฟื้นตัว
การรักษาข้อเข่าเทียมให้อยู่กับเราได้นาน ควรรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดภาระต่อข้อเข่า ออกกำลังกายที่ไม่ลงน้ำหนักมาก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเดินในน้ำ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง และเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ควรใส่รองเท้าพื้นนุ่ม กันลื่น และมีแรงพยุงที่ดี เพื่อช่วยในการเดินที่มั่นคง
อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ทันที
- แผลผ่าตัดบวม แดง ร้อน เลือดซึม หรือมีหนองไหล
- มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับแผลอักเสบ
- ปวดข้อเข่ามากผิดปกติ แม้ไม่ได้ขยับหรือนั่งพักอยู่เฉย ๆ
- ขาบวม แดง หรือตึงตลอดแนวขา ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
- ข้อเข่ามีเสียงดังผิดปกติ รู้สึก “หลวม” หรือ “คลอน”
- รู้สึกข้อเข่าหลุด หรือไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาได้เลย
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
- งอเข่าเกิน 90 องศา โดยเฉพาะในเดือนแรกหลังผ่าตัด ข้อเข่ายังไม่แข็งแรงพอ การงอมากเกินไปอาจทำให้ข้อเทียมเคลื่อนหรือหลุดได้
- นั่งพื้น ขัดสมาธิ หรือยอง ๆ ท่าทางเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่ามากเกินไป และเสี่ยงต่อการบิดหมุนข้อเทียมผิดทิศ
- ไขว้ขา หรือวางขาซ้อนกัน อาจทำให้ข้อเคลื่อน หรือกระดูกสะโพก-ข้อเข่าเคลื่อนจากแนวปกติ
- ยืนหรือเดินนานเกินไป โดยไม่พัก โดยเฉพาะในช่วง 6–8 สัปดาห์แรก การใช้งานข้อเข่ามากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการบวม เจ็บ หรือถอยหลังของการฟื้นฟู
- งดทำกายภาพบำบัด การไม่ทำกายภาพบำบัดตามแผน อาจทำให้ข้อยึดติด (Stiff Knee) และการเคลื่อนไหวกลับมาไม่เต็มที่
- ยกของหนัก หรือยกของในท่าย่อเข่า น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าและอาจทำให้ข้อเทียมเสื่อมเร็วขึ้น
- ขับรถเร็วเกินไปหลังผ่าตัด โดยเฉพาะในข้างที่เป็นขาขวา ควรรอจนกว่าแพทย์จะอนุญาตและมีแรงควบคุมเบรกได้ดี
- ไม่ดูแลแผลหรือปล่อยให้แผลเปียก เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อข้อเทียม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ลดอาการปวด และฟื้นฟูคุณภาพชีวิต แต่ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว การดูแลตนเองและทำกายภาพอย่างต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2