รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" เช็กสาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน
รู้จักภาวะ "มดลูกแตก" เช็กสาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน มักเกิดระหว่างช่วงตั้งครรภ์ใกล้คลอด ทำเลือดออกในช่องท้องมาก เสี่ยงทำแม่และเด็กเสียชีวิต!
มดลูกแตก หรือ Uterine Rupture เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์หรือช่วงใกล้คลอด เกิดจากการฉีกขาดของผนังกล้ามเนื้อของมดลูกระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็ส่งผลรุนแรงต่อความปลอดภัยของทั้งแม่และทารกในครรภ์
โดยโรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาลสมิติเวช ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับภาวะมดลูกแตก ตั้งแต่สาเหตุ อาการเตือน และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้เท่าทันและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม
“มดลูกแตก” คืออะไร
ภาวะมดลูกแตก คือ ภาวะที่ผนังมดลูกแตกหรือปริออก ส่งผลให้ทารกในครรภ์และน้ำคร่ำหลุดออกมาจากมดลูกและทำให้ทารกเสียชีวิตได้ บางรายหากการแตกของมดลูกไปโดนเส้นเลือดใหญ่ก็อาจจะทำให้ผู้เป็นแม่เสียชีวิตได้ด้วย จากการตกเลือดเข้าไปสู่บริเวณช่องท้องเป็นจำนวนมาก จัดว่าภาวะมดลูกแตกนี้เป็นภาวะที่อันตรายร้ายแรง
ภาวะมดลูกแตกระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดอาการช็อก และคุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีอาการปวดท้องมากผิดปกติแบบเฉียบพลัน ยิ่งหากทารกดิ้นน้อยลง นั่นแปลว่าอาจกำลังขาดเลือด ซึ่งหากรักษาไม่ทันก็อาจทำให้ทารกเสียชีวิต
แต่หากรักษาได้ทัน ก็จะสามารถผ่าตัดเพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหล แต่อาจจะต้องผ่าคลอดก่อนกำหนด และหากคุณแม่เสียเลือดมาก ก็อาจทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้เช่นกัน ซึ่งภาวะมดลูกแตกนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์
สาเหตุส่งผลให้ “มดลูกแตก”
สาเหตุของภาวะมดลูกแตก จะมีอยู่ 8 ประการ คือ
1. ความผิดปกติของมดลูกก่อนตั้งครรภ์
- ความผิดปกติแต่กำเนิด : ในผู้หญิงบางคนอาจมีอาการผิดปกติของมดลูกซ่อนอยู่โดยที่ไม่รู้มาก่อน เช่น มดลูกมีขนาดเล็กกว่าปกติ หรือมีรูปร่างผิดปกติมาตั้งแต่เกิด พอตั้งครรภ์ขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง มดลูกไม่สามารถขยายได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- ความผิดปกติที่เกิดจากการผ่าตัด : บางคนอาจเกิดแผลที่มดลูกจากอุบัติเหตุจนเกิดการกระแทกและได้รับบาดเจ็บ คนที่เคยมีปัญหาในการผ่าตัดมดลูกมาก่อน หรือแผลผ่าคลอดยังไม่หายดี หากตั้งครรภ์ก่อนที่แผลจะสมานเป็นปกติ ยังไม่แข็งแรงพอ ก็อาจทำให้เกิดการปริแตกได้ และในบางรายอาจเกิดจากเคยขูดมดลูกหรือทำแท้งมาก่อนจนทำให้มีจุดอ่อนที่ผนังมดลูกได้
2. มีการขยายของมดลูกมากจนเกินไป
- ทำให้เกิดการปริแตกได้ เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ผิดปกติ หรือบางรายทารกอยู่ในท่านอนขวางก็ทำให้มีโอกาสแตกของมดลูกได้
3. ยาบางชนิดที่ทำให้มดลูกบีบตัวผิดปกติ
- หากคุณแม่ได้รับปริมาณยาที่มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการบีบตัวของมดลูกจนส่งผลให้มดลูกแตกตามมาได้เช่นกัน
4. มีประวัติการผ่าตัดคลอดบุตรมาก่อน
- ทำให้เกิดแผลเป็นแนวยาวที่ชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก ถ้าชั้นกล้ามเนื้อมดลูกยังไม่ฟื้นตัวดีพอทำให้มีโอกาสเกิดภาวะมดลูกปริแตกได้ง่ายขึ้น
5. มีประวัติการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
- บริเวณที่ได้รับการผ่าตัดจะทำให้ผนังมดลูกบางลง
6. มีประวัติการขูดมดลูกที่มีปัญหา
- มดลูกทะลุมาก่อน ทำให้มีรอยแผลและกล้ามเนื้อมดลูกไม่แข็งแรง
7. การเจ็บคลอดที่ยาวนาน
- จากการที่ทารกตัวใหญ่
8. ท่าของทารกที่ไม่ปกติ
- เช่น ท่าขวาง เมื่อมีการเจ็บครรภ์ ทารกที่อยู่ในท่าขวาง อาจทำให้เกิดมดลูกแตกก็ได้
นอกจากนี้การยืดขยายของมดลูกมากกว่าที่ควรจะเป็นในรายที่ตั้งครรภ์แฝด บางรายได้รับยาเร่งคลอดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้มดลูกแตกได้ ในปัจจุบันแม่ตั้งครรภ์กลุ่มหนึ่งที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อนในครรภ์ที่แล้ว เกิดอยากคลอดตามธรรมชาติในท้องปัจจุบันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดมดลูกแตกได้เช่นกัน ถ้าทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่กว่าช่องเชิงกรานที่จะทำการคลอด
“มดลูกแตก” เกิดขึ้นช่วงไหนของการตั้งครรภ์?
จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ แต่ที่พบได้ก็จะอยู่ในช่วงเจ็บครรภ์คลอด เนื่องจากมีการบีบตัวของมดลูกซึ่งเป็นการเพิ่มแรงดันกับตัวมดลูกโดยตรง ในบางกรณีที่ยังไม่มีการเจ็บครรภ์ก็อาจมีการแตกของมดลูกได้
การรักษา “มดลูกแตก”
กรณีนี้ส่วนใหญ่เป็นกรณีฉุกเฉิน จึงต้องผ่าตัดฉุกเฉินโดยการผ่าตัดคลอดทารกออกมาและเย็บซ่อมแซมมดลูกและหยุดเลือดออกให้เร็วที่สุด เพราะเราก็ต้องป้องกันความเสี่ยงทั้งแม่และเด็กเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ถ้ามดลูกแตกโดยอายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนดคลอดจึงทำให้เด็กที่ผ่าตัดคลอดออกมาเป็นการคลอดก่อนกำหนด โอกาสที่เด็กจะรอดก็จึงมีน้อย ถึงรอดมาได้ก็อาจไม่สมบูรณ์
แต่อย่างไรก็ดีเราก็ต้องทำการรักษาชีวิตแม่เอาไว้ให้ได้ก่อน เมื่อเย็บซ่อมแซมมดลูกแล้วเราก็จะเฝ้าระวังและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
เคยมดลูกแตก สามารถมีลูกได้ไหม?
ต้องดูความรุนแรงของอาการที่ผ่านมา ร่วมถึงการเย็บซ่อมแซมมดลูกที่แตกว่าเป็นอย่างไรและดีแค่ไหน โดยทั่วไปการตั้งครรภ์ซ้ำภายหลังที่มีประวัติว่าเคยมีภาวะมดลูกแตกมาก่อนส่วนใหญ่จะค่อนข้างเสี่ยง มีโอกาสที่มดลูกจะแตกซ้ำได้อีก หมอจึงไม่ขอแนะนำให้ตั้งท้องอีก
สิ่งที่น่ากลัวของภาวะมดลูกแตกก็คือ เราไม่อาจจะรู้ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราจึงยากที่จะป้องกันภาวะนี้ได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อลดความเสี่ยงลงบ้าง คือ คุณแม่ทั้งหลายเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ก็ควรไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ถ้ามีประวัติผ่าตัดคลอด หรือผ่าตัดมดลูก หรือมีประวัติที่มีความเสี่ยงอย่างอื่น เช่นประวัติการทำแท้ง ควรวางแผนให้มีการตั้งครรภ์ระยะห่างอย่างน้อย 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และ โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4